ดูโลก ดูธรรม และดูใจ
โดย ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา
กระชาก Hemoglobin A1c จากระดับสูงสู่ภาวะปกติ

อาตมาเป็นผู้ป่วยเบาหวานมา 21 ปีแล้ว ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดขึ้นสูงลงต่ำตามเหตุปัจจัย ช่วงเวลาใดที่ดูแลสุขภาพดี ผลการตรวจร่างกายจะออกมาดี คือ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามที่กำหนดกันไว้ ส่วนช่วงเวลาใดให้ความสนใจดูแลสุขภาพไม่ดีเท่าที่ควร ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะขึ้นสูงกว่ามาตรฐานอยู่เป็นประจำ


เกณฑ์มาตรฐานที่จะบ่งชี้ว่าใครเป็นเบาหวาน หรือไม่  เรียกตามเอกสารแจ้งผลเลือดที่ทางโรงพยาบาลให้มาว่า ระดับ Hemoglobin A1c คือจำนวนสะสมรวมของน้ำตาลที่ร่างกายใช้เป็นพลังงานไม่หมดเหลือตกค้างสะสมในเส้นเลือด คนปกติที่ยังไม่จัดว่า เป็นเบาหวาน ระดับ Hemoglobin A1c  จะอยู่ระหว่าง 4.8 % - 5.6% คนที่มีระดับ Hemoglobin A1c  ระหว่าง 5.7% - 6.4% เริ่มจะเป็นเบาหวาน คนที่มีระดับ Hemoglobin A1c ตั้งแต่ 6.4 % ขึ้นไป จัดเป็นกลุ่มคนเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมานาน หรือ สงสัยว่าตนเองจะเป็นเบาหวานหรือไม่ หากไปตรวจสุขภาพประจำ 6 เดือน หรือ ประจำปีเมื่อได้รับเอกสารผลการตรวจเลือดมาแล้วกรุณาดูที่ช่อง Hemoglobin A1c  จะทราบทันทีว่า ขณะนี้ตนเองเป็นเบาหวานหรือไม่ ตามระดับน้ำตาลสะสมในเส้นเลือดที่ปรากฏในเอกสารนั้น

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 อาตมาได้ไปตรวจสุขภาพประจำ 6 เดือน ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยใกล้ๆ วัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า เรียกชื่อตามคนท้องถิ่นว่า Western University Hospital คุณหมอชาวเวียตนามชื่อ Nghia Phan, Do. ได้ให้ความสนใจตรวจสอบและซักถามอย่างละเอียด คุณหมอท่านนี้ได้เริ่มให้การดูแลรักษาเบาหวานอาตมาเมื่อสองปีกว่าที่ผ่านมา ตอนนั้น ระดับ Hemoglobin A1c อยู่ที่ 10% (ค่าระดับน้ำตาลในกระเลือด ประมาณ 240 mg%)จัดอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานขั้นรุนแรงทีเดียว

ตอนนั้นคุณหมอให้ยา metformin 500 mg และยา Januvia 100 mg มาโดยให้ฉัน metformin 500 mg วันละ 2 เม็ด Januvia 1 เม็ด พร้อมกับกำชับว่าอย่าฉันอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทให้มากนัก เพราะคาร์โบไฮเดรท เป็นแหล่งผลิตน้ำตาลที่สำคัญ ให้ห่างไกลจากบรรดาขนมหวานที่ปรุงด้วยน้ำตาล หรือ อาหารที่ปรุงรสด้วยน้ำตาลทั้งหลายทั้งปวง

ตอนบ่ายวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ได้รับผลเลือดจากโรงพยาบาลที่ส่งมาทาง อีเมล์ซึ่งแจ้งให้ทราบว่า ระดับ Hemoglobin A1c 5.4 เมื่อนำผลเลือดไปเทียบเกณฑ์มาตรฐานที่ทางโรงพยาบาลให้มาไว้ท้ายเอกสาร ก็พบว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติ อ่านดูด้านบนของจดหมายคุณหมอแจ้งว่า ยังคงให้ฉัน metformin 500 และ ตัดยา Januvia ออกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับท่านผู้อ่านที่เป็นผู้ป่วยเบาหวานตามที่เคยปฏิบัติมาอย่างได้ผลเป็นที่ประจักษ์จากการตรวจเลือดตามระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้โดยจะตอบข้อข้องใจที่เคยอภิปรายกันในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานเป็นประเด็นๆไปดังนี้

โรคเบาหวานรักษาได้ไหม คำตอบคือ รักษาได้ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลที่ตกค้างในเส้นเลือดให้อยู่ในระดับปกติ

โรคเบาหวานรักษาให้หายขาดได้ไหม คำตอบคือ ควบคุมระดับน้ำตาลที่ตกค้างในเส้นเลือดให้อยู่ในภาวะปกติได้ แต่จะรักษาให้หายขาดด้วยยาขนานใดขนานหนึ่งให้หายขาดมิได้ แต่สร้างเหตุปัจจัยให้ระดับน้ำตาลสูงต่ำได้

ระดับ Hemoglobin A1c ที่ลดลงมาอยู่ในระดับปกติแล้วจะขึ้นสูงอีกไหม เพราะเหตุใด คำตอบคือ ระดับน้ำตาลขึ้นสูงอีกได้แน่นอน เพราะเหตุปัจจัยหลัก คือ ถ้าบริโภคอาหารประเภทน้ำตาลหรือแหล่งน้ำตาลอย่างพวกแป้งมากๆ เกินความจำเป็นต่อร่างกาย Hemoglobin A1c จะขึ้นสูงอีกแน่นอน

ยาที่แพทย์ให้มาจากโรงพยาบาลลดระดับ Hemoglobin A1c ได้เลย หรือไม่ คำตอบคือ ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ถ้าผู้ป่วยรับประทานยารักษาเบาหวาน ผ่านไป 3 เดือน แล้วไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด หากผลเลือด ออกมาว่า ปกติ ก็ชี้ให้เห็นว่า ยาที่รับประทานนั้นทำให้ Hemoglobin A1c ลดลงได้ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้ายังไม่ลดลง ต้องศึกษาสาเหตุว่า เป็นเพราะเหตุใด เกิดจากองค์ประกอบใดบ้าง เช่น รับประทานยาเป็นปกติหรือไม่ จำนวนน้ำตาลในอาหารที่รับประทานเข้าไปแต่ละวันในรอบ 3 เดือนมากน้อยเพียงใด ออกกำลังพอเพียงไหม ตรวจสอบจริงๆด้วยตนเองแล้ว แก้ไขจุดบกพร่องเหล่านั้นอย่างตรงประเด็น ในทุกปัญหาตามความเป็นจริง

อาตมาได้ปฏิบัติตนเองอย่างไรที่ทำให้ Hemoglobin A1c ลดลงสู่ภาวะปกติได้ ขอตอบว่า ฉันยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ตรวจน้ำตาลในกระแสเลือดทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 เวลา อย่างดีที่สุดวันละ 3 เวลาคือ ตื่นเช้า ก่อนอาหารเที่ยง ก่อนอาหารเย็น หากทราบผลระดับน้ำตาลในกระแสเลือดแล้ว ก็จะสามารถกำหนดอาหารที่จะรับประทานหลังจากทราบผลเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการลด Hemoglobin A1c ให้อยู่ในภาวะปกติเป็นอย่างไร คำตอบ อาหารประเภทแป้งน้อยที่สุด ผักมากที่สุด ผลไม้ตามสมควร โปรตีนตามสมควร ขนมหวานและอาหารที่ปรุงด้วยน้ำตาลเว้นขาดได้เป็นเรื่องดีที่สุด

มีวิธีสังเกตอย่างไรว่าอาหารชนิดใดมีคุณหรือมีโทษแก่ผู้ป่วยเบาหวาน คำตอบคือ ต้องบันทึกไว้ว่า ในแต่ละมื้ออาหาร รับประทานอะไรบ้าง เมื่อเจาะเลือดดูระดับน้ำตาลในกระแสเลือดหลังจากรับประทานอาหาร 2 หรือ 3 ชั่วโมง จะบอกได้เลยว่า อาหารประเภทใดช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด หรือเพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือด จะต้องแยกแยะบันทึกเอาไว้อย่างละเอียดว่า รับประทานอะไรกี่อย่าง พร้อมด้วยรับประทานยาตามแพทย์สั่งแล้วระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลดลงในเกณฑ์ปกติ ตามเอกสารผลเลือดจากโรงพยาบาลที่วางไว้ วันต่อมาก็รับประทานอาหารเช่นนั้นอีก ทำซ้ำๆ สักประมาณ 1 สัปดาห์ก็สรุปการทดสอบนั้นว่า  อาหารนั้นๆ มีคุณค่าสามารถช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือดได้ แต่ถ้าทานอาหารชนิดใดแล้ว เมื่อตรวจเลือดออกมา ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติ พึงหลีกเลี่ยงหรือเว้นระยะห่างจากอาหารประเภทนั้น หรือ ถ้าต้องรับประทานด้วยเหตุแห่งความจำเป็นใดๆพึงรับประทานให้น้อย หรือ นานๆครั้ง

เมื่อทดลองแล้วมีคำถามว่า  อาหารอะไรบ้าง มีประโยชน์ในการช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้จริงๆ คำตอบคือ มะระจีนและมะระขี้นกปั่นกับแอปเปิ้ลไซเดอร์ ช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ดีจริงๆ แต่มิได้หมายความว่าจะรับประทานครั้งเดียวแล้วลดได้ตลอดไป ข้อสำคัญ ระดับน้ำตาลจะลดได้ขนาดไหน ต้องเจาะเลือดวัดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดพิสูจน์ อย่าได้เดาเป็นอันขาด ต้องให้รู้ชัดๆกันเลยทีเดียว ถ้าดีจริงก็รับประทานต่อไป ถ้าไม่ดีก็เลิกรับประทาน ต้องเชื่อจากการพิสูจน์จนรู้แจ้งเห็นจริง ไม่เชื่อตามคำเล่าลือจากการบอกเล่าหรือจากสื่อต่างๆ

ผักอื่นๆที่จะช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ยังมีอีกไหม คำตอบคือ หัวไชเท้า มะเขือเปราะ กระเจี๊ยบเขียว ผักสามประเภทนี้ได้รับการทดลองมาหลายครั้งหลายคราพบว่าดีเยี่ยม ช่วยให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลดลงด้วยตัวมันเอง และช่วยให้ยาที่รับประทานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พูดง่ายๆว่า ถ้ารับประทานหัวไชเท้าต้มผสมหอมใหญ่ ขึ้นฉ่าย ผสมแอปเปิ้ลไซเดอร์ผสมลงไป สองช้อนคาว แล้วรับประทาน metformin 500 mg ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะลดลงอยู่ในเกณฑ์ปกติเสมอ

นอกจากอาหารดังที่กล่าวมานี้ การออกกำลังให้ได้อย่างน้อยวันละ 7000-10000 ก้าว จะช่วยให้ยารักษาเบาหวานลดระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น

ตรีเอกานุภาพที่สำคัญของผู้ป่วยเบาหวานคือ อาหาร ออกกำลัง และยา ตราบใดที่ทำได้อย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานแห่งความจริงก็จะช่วยให้ ระดับ Hemoglobin A1c ลดลงสู่ภาวะปกติ แต่ต้องตระหนักไว้เสมอว่า หากเผลอปล่อยตัว ปล่อยปากให้เป็นไปตามแรงปรารถนาตามสัญชาติญาณโดยปราศจากการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดระดับ Hemoglobin A1c จะสูงขึ้นมาภายในเวลา 3 เดือน วิถีชีวิตของผู้ปรารถนาจะให้ระดับ Hemoglobin A1c อยู่ในภาวะปกติ ต้องอยู่ด้วยความไม่ประมาทตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ถ้าวางใจไว้ที่การตื่นรู้ ต่อสู้ความอยาก ก็จะรักษาความเป็นปกติของจิตและ Hemoglobin A1c ได้เป็นอย่างดี ชีวิตก็จะปลอดจากการเสี่ยงภัยแห่งโรคเบาหวานและโรคในเครือข่ายเบาหวาน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไตได้มากทีเดียว

ขออวยพรให้ท่านผู้ที่เป็นเบาหวาน จงมีสติปัญญาตื่นดูรอบรู้เรื่องเบาหวานจนสามารถอยู่กับโรคเบาหวานด้วยความสบายใจไม่ทุกข์ทรมาน ขออวยพรให้ท่านที่ยังไม่เป็นเบาหวาน จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยแห่งเบาหวานและโรคาพยาธิทั้งปวงอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไปเทอญ

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เวลา 9.35 น.
วัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย
   







 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
375
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข