ดูโลก ดูธรรม และดูใจ
โดย ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา
พระอริยะ หรือ พระปลุกเสก





อุบาสิกาท่านหนึ่ง ได้สนทนาธรรมเรื่องพุทธศาสนาทั่วไปหลายๆ เรื่อง พอมีความคุ้นเคยเป็นญาติธรรม เธอจึงตั้งคำถามว่า พระภิกษุสงฆ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ แต่ในอดีตหรือในปัจจุบัน ที่สามารถทำเครื่องรางของขลังแจกให้ประชาชนได้นำไปป้องกันตัว หรือ ทำธุรกิจให้เจริญรุ่งเรืองนับเนื่องว่าเป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่


    อาตมาตอบว่า “ขอตอบตรงตามหลักการในทางพระพุทธศาสนาไว้ก่อนว่า ไม่เป็นพระอรหันต์แน่นอน แม้แต่พระอริยเจ้าขั้นต้นยังเป็นมิได้”

    อุบาสิกาถามด้วยความฉงนว่า “ทำไมเป็นไม่ได้”

    อาตมาตอบว่า “เพราะการกระทำในทางปลุกเสก เป็นการกระทำที่เป็นสีลัพพตปรามาส เป็นการส่งเสริมความสำคัญมั่นหมายแห่งความเป็นตัวตน เช่น การนำเอา ดิน หิน อิฐปูน มาปั้นแล้วเสกคาถาใส่เข้าไปให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่า หิน อิฐ ดิน ปูน ทราย ที่ไร้ตัวตน เมื่อผ่านการปลุกเสกแล้ว มีตัวมีตน มีฤทธิ์ มีเดช ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แล้วพากันบูชาเคารพนับถือ’’  
  
    “แต่พระอริยเจ้าตั้งแต่ขั้นต้นท่านละ ความสำคัญมั่นหมาย ละความเห็นผิดว่า สิ่งทั้งหลายเป็นตัวตน เมื่อท่านละความสำคัญมั่นหมายว่าสิ่งทั้งหลายว่า เป็นตัวตน ท่านเกิดธรรมจักษุขึ้นมาว่า สิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้าตรัสเหตุแห่งการเกิดและการดับแห่งสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นด้วย หรือ สร้างเหตุมาอย่างไร ย่อมมีผลอย่างนั้น สิ่งใดเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่ไม่มีวิญญาณครอง สิ่งนั้นย่อมเป็นรูปที่ปราศจากนาม ก็เป็นเพียงรูปที่ไม่มีนาม ไม่มีจิต ไม่มีมโน ไม่มีวิญญาณขับเคลื่อน ย่อมเคลื่อนไหวไม่ได้ ทำพูดคิดไม่ได้ แสดงฤทธิ์เดชดลบันดาลไม่ได้’’

    อุบาสิกายังถามต่อไปอีกว่า “แม้แต่อาศัยความเมตตา ก็ไม่ยอมกระทำหรือ’’

    ตอบว่า “เมื่อพระอริยเจ้ามองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุและดับไปเพราะเหตุท่านย่อมไม่ลุ่มหลงกับสิ่งมายาอีกต่อไป เมื่อท่านรู้จักความเป็นจริง ตาท่านสว่างไสวแล้วท่านจะแกล้งไม่รู้ หรือ ลุ่มหลงมืดบอดต่อไปไม่ได้อีก’’

    “เปรียบเหมือนคนตาบอดมานาน เดินทางไปไหนต้องไขว่าคว้าคลำหาทางเรื่อยไป แต่อยู่มาวันหนึ่งเขาได้รับการรักษาจากหมออย่างถูกวิธี ตาของเขาสว่างขึ้นมาอย่างเต็มที่ เขาก็ต้องพบโลกทัศน์ใหม่ อันสว่างไสว ที่เขาก้าวไปด้วยความมั่นใจไม่ต้องลูบคลำไขว่าคว้าหาทางด้วยความมืดมนอีกต่อไป’’

    สีลัพพตปรามาสที่ปุถุชนทั้งหลายลูบคลำยึดเหนี่ยว เปรียบเหมือนคนบอดตาใสในธรรมก็ยังคลำกันต่อไปว่า หากปฏิบัติศีลและสมาทานวัตรปฏิบัติ อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเคร่งครัดและจริงจัง พลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายจะเปล่งประกายออกมา เสกเป่าใส่สิ่งใด สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยสมปรารถนา เช่น เชื่อแบบหลับหูหลับตาชนิดคลำๆไปว่า เมื่อใครศีลดี สมาธิกล้ากระดูกในร่างกายจะกลายเป็นพระธาตุดั่งนายวีรพล เคยอวดตัวอวดตนมาแล้ว ว่ากระดูกของตนกลายเป็นพระธาตุไปตั้งแต่ยังไม่ได้เผา ทำให้คนจำนวนมากมายเชื่อและคาดเดาว่า เมื่อกระดูกของเขา กลายเป็นพระธาตุไปแล้ว เขาจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเป็นพระอรหันต์เท่านั้น คนจึงหลั่งไหลนำเงินไปถวายด้วยความเข้าใจว่าทำบุญกับพระอรหันต์แล้วจะร่ำจะรวยอย่างง่ายดาย ผลปรากฏว่า นายวีระพลมีเงินมหาศาลเท่าที่หลักฐานทางราชการปรากฏ เขามีรถเบนซ์ 22 คัน เงินสี่สิบกว่าล้านบาท เงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการอวดอ้างจนทำให้คนเชื่อว่าตนเองเป็นพระอรหันต์

    เมื่อละครฉากสุดท้ายของนายวีรพลใกล้จะปิดลง สถานการณ์กลับกลายเป็นจริงว่า เขามิได้เป็นพระอรหันต์ แต่เขาเป็นอาเสี่ยหรือมหาเศรษฐีแทน ผู้บริจาคทรัพย์ต่างพากันเสียดายทรัพย์ที่บริจาคกันทั่วหน้า ครั้นจะไปฟ้องร้องข้อหาฉ้อฉล ต้มตุ๋น ก็ไม่มีหลักฐานการรับการจ่ายสุดท้ายเงินที่อายัดไว้สี่สิบกว่าล้านก็คงตกเป็นของรัฐบาลหรือของนายวีระพล ประชาชนก็ต้องติดตามกันอีกต่อไป แต่ตอนนี้ทุกคนก็ตาสว่างในระดับหนึ่งว่า นายวีระพล มิใช่เป็นพระอรหันต์ตามคำเล่าลือแน่

    อุบาสิกาจึงถามต่อไปว่า  “แม้การที่กระดูกกลายเป็นพระธาตุก็มิใช่เครื่องหมายของพระอรหันต์หรือคะ”

    ถ้าถือตามหลักการเป็นพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คนที่เป็นพระอรหันต์ได้ต้องละสังโยชน์ 10 อย่างได้ เมื่อละสังโยชน์ 10 อย่างได้แล้วจึงเป็นพระอรหันต์ ส่วนการที่กระดูกเป็นพระธาตุ ก็เป็นเรื่องที่เรียกกระดูกของพระอริยเจ้าด้วยความเลื่อมใสเท่านั้น หาใช่เรียกเพราะกระดูกแตกต่างไปจากมนุษย์อื่นไม่ กระดูกพระพุทธเจ้าเราเรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุ คำเรียกนี้ก็บอกลักษณะของกระดูกพระพุทธเจ้าอยู่ในทีว่า ขนาดของกระดูก เท่าเมล็ดข้าวสาร เพราะสารี แปลว่า เมล็ดข้าวสาร และกระดูกของพระอรหันต์อื่นๆก็คงเป็นเช่นเดียวกัน ส่วนพระธาตุที่ขายกันตามท้องตลาดและส่งภาพให้ดูกันทางสื่อต่างๆว่า  มีเมล็ดใหญ่กว่าเมล็ดข้าวสารใหญ่เท่าเมล็ดข้าวโพดหรือใหญ่กว่านั้น อาตมาไม่ยอมรับหรือปฏิเสธว่า เป็นพระธาตุหรือไม่ เพราะไม่มีหลักการใดๆในพระพุทธศาสนาที่จะอ้างอิง ยืนยันได้ ใครจะเคารพนับถือว่า ใช่ก็ไม่ขัดคอ นับถือไปเถอะ นับถือแล้ว คุณภาพชีวิตดีขึ้นก็นับถือไป หรือ ใครจะปฏิเสธ ก็ไม่ขัดข้อง ปฏิเสธได้ถ้าไตร่ตรองแล้วรับไม่ไหวในความมหัศจรรย์พันลึกเกินไป

    การที่ใครจะให้ความเคารพ จอมขมังเวทย์หรือผู้วิเศษท่านใดที่เก่งกล้าสามารถทำนายทายทักแม่นยำ ทายใจได้รู้อนาคตไปหมด แต่ถ้ามีพฤติกรรมปลุกเสก สิ่งที่ไม่มีจิต มโนวิญญาณตามกระบวนการธรรมชาติให้มี จิตมโนวิญญาณด้วยกระบวนการเหนือธรรมชาติหรือผิดธรรมชาติ ด้วยวิธีสีลัพพตปรามาส ขออย่าได้ยกท่านเหล่านั้นขึ้นสู่ทำเนียบพระอริยะเลย

    อุบาสิกาจึงถามว่า “แม้ว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านจะช่วยชาติและส่วนรวมได้ก็ยกให้ท่านเป็นพระอริยะไม่ได้หรือคะ”

    อาตมาก็คงยืนยันว่า “ไม่ได้อยู่ดี ก็ขอให้เรียกท่านว่า เป็นพระช่วยชาติ พระช่วยคน พระนักเสกและพระนักสร้างตามความเชี่ยวชาญและปรากฏการณ์ที่ท่านทำเป็น ที่ประจักษ์ตามความเป็นจริงเถิด เพราะท่านมีคุณสมบัติอย่างนั้น แต่ท่านไม่มีคุณสมบัติแห่งพระอรหันต์หรือพระอริยะครบถ้วนนั่นเอง”

    “แล้วพระอริยะกับพระอรหันต์ต่างกันอย่างไรอีกคะ” เธอถามขึ้นมาอย่างติดพัน

    “พระอรหันต์ทุกรูปเป็นพระอริยะ แต่พระอริยะทุกรูปมิได้เป็นพระอรหันต์”

    เธออุทานออกมาว่า “อ้าวทำไมถึงเป็นอย่างนั้นละคะ”

    อาตมาก็อธิบายว่า “เพราะพระพระอรหันต์ละสังโยชน์ 10 อย่างอันเป็นวิถีแห่งอริยะทั้งระดับต่ำและระดับสูงได้หมด ท่านจึงมีคุณสมบัติครบถ้วนที่เป็นพระอริยะได้”

“ส่วนพระที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำสามประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้เป็นพระโสดาบัน ท่านเป็นพระอริยะแต่ไม่เป็นพระอรหันต์”

    จากนั้นอุบาสิกาได้ยกชื่อพระเกจิดังๆคับฟ้าเมืองไทยที่หนังสือประเภทลึกลับมหัศจรรย์ยกย่องให้เป็นพระอริยเจ้ากันมาหลายองค์ รวมทั้งพระเกจิที่เป็นพระอรหันต์ตามกระแสการเมืองยกย่องมาด้วยอีกหลายองค์ ที่มีชีวิตอยู่ก็มีมรณภาพไปแล้วกระดูกกลายเป็นพระธาตุหลากสีก็มีว่า  “เป็นอริยะไหมคะ”

    “อาตมาไม่ทราบได้ว่าเป็นหรือไม่ แต่ถ้าเมื่อใดท่าน ทำนายทายทักแม่นยำ ทำของขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นิยมยกย่องของมหาชน ท่านเหล่านั้นอาตมายกให้เป็นจอมขมังเวทย์และมีพลังจิตสูงมาก จริงหรือไม่จริงพิสูจน์กันเอง แต่ไม่เป็นพระอริยะแน่ๆ เพาะถ้านำเอาสังโยชน์เบื้องต่ำมาเทียบเคียงกับพฤติกรรมของท่านเหล่านั้น จะไม่มีคุณสมบัติพระอริยะเลย”

    อุบาสิกาท่านนั่นบ่นออกมาอย่างอ่อนใจว่า “ขอคุยกับท่านแค่นี้ก่อนนะเพราะขืนคุยต่อไปโยมจะสับสน ถ้าอาการหนักมากขึ้นต่อไปจะไม่มีเหลือใครเป็นที่พึ่งแม้เพียงองค์เดียว”

    อาตมาก็ปลอบอุบาสิกาว่า “ใจเย็นไว้โยม โยมยังเหลือ พระที่พึ่งได้อีกอย่างน้อยสามองค์เชียวละ”

    เธอถามด้วยความสนใจเพราะยังมีความหวังเหลืออยู่ริบหรี่ว่า พระในดวงใจของเธอจะยังมีพระอริยะเหลืออยู่บ้าง

    อาตมาตอบเธอด้วยความกระชับว่า “พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ อย่างไรละ”

เธอยกมือขึ้นกุมขมับด้วยท่าทางแห่งคนปวดหัว แล้วกราบลาออกจากวัดไป ไม่ทราบว่า เธอจะรู้สึกอย่างไร เพราะตั้งแต่วันนั้นมา ไม่ได้เจอเธออีกเลย เพียงแต่ตั้งความปรารถนาดีต่อเธอเสมอว่า ขอให้เธอจงมี พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งตลอดชีวิตตามรอยแห่งอริยอุบาสิกาตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้วเถิด


วันที่ 14 สิงหาคม 2560 เวลา 15.30 น.
บนเครื่องบิน Frontier Flight 1271 Chicago O’Hara To Los Angeles.   

 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
359
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข