คนอยู่เมืองนอก
โดย...ปาริชาต โชติกเสถียร
โรงเรียนอินเตอร์

คนอยู่เมืองนอก (โดย ปาริชาต โชติกเสถียร)

น้าจ๊ะ...

            อย่าว่างั้นงี้เลยนะ ที่หนูหาย...ยต๋อมไปน้าน...น เพราะปีการศึกษาที่ผ่านมาหนูทั้งทำงาน “ฟูลไทม์” แล้วก็เรียนไปด้วย ยิ่งเทอมสุดท้ายก่อนหน้าร้อนที่ผ่านมามีฝึกสอนเข้าไปอีก พลังงานมีเท่าไหร่ก็ใช้ไปกับภาระและหน้าที่จนหมด

            ของแถม...แหะๆ เช่น การเขียนคอลัมน์บ้างอะไรบ้าง จึงต้องรอมาจนป่านนี้

            ปีที่ผ่านมา หนูได้ซาบซึ้งสัจธรรมขึ้นมาอีกหนึ่งข้อ คือมนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในเรื่อง “เวลา”

            ...รับมาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน ไม่แบ่งสีเสื้อหรือจำนวนคน “กดไลค์” บนเฟสบุ๊ค แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะหาภาระรับผิดชอบหรือกิจกรรมมาบรรจุเข้าไปได้มากน้อย และสำคัญไปกว่า คือใครจะบริหารเวลาทั้ง 24 ชั่วโมงนี้ได้สมดุลกว่ากัน

            สำหรับหนูนะ สาหัสมากถึงสาหัสที่ซู้ด จึง ต่อไปนี้ขอตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบอย่างเดียวก่อน

            กลับเข้าหัวเรื่องของเราดีกว่า...

            หนูเพิ่งกลับจากเมืองไทยมาได้สามอาทิตย์ เดี๋ยวน้าจะหาว่าหนู “คุย” ถึงหนนี้หนูจะน้ำหนักขึ้นถึง 3 กิโล แต่ไม่ได้ไปนั่งก็กิน นอนก็กิน เวลาว่างก็เม้าท์ๆๆ กับเพื่อนอย่างหนก่อนๆ นะน้า หนูน่ะ ไปสมัครโรงเรียนให้ไอ้ตัวเล็ก แล้วก็พาไอ้ตัวใหญ่ “ตระเวนทัวร์” ดูมหาวิทยาลัยอินเตอร์ในกรุงเทพฯ ได้ตั้งหลายแห่ง

            ...ไอ้แม่ก็มองเห็นแต่สถาบันการศึกษา ส่วนไอ้ลูกมันเห็นแต่นักศึกษาสาวๆ ใส่กระโปรงสั๊น...สั้น สูงกว่าคืบจากหัวเข่า แล้วยังผ่าอี้ก หนูล่ะงงว่า (มัน) เรียนกันรู้เรื่องได้ไง (วะ?)

            แต่ก่อนแต่ไรได้ยินเขาเรียกๆ กันว่า “โรงเรียนอินเตอร์ฯ” หนูก็เหมารวมไปว่าคือโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสอน มีไว้เพื่อรับรองลูกหลานของ “เอ็กซ์แพ็ด” หรือชาวต่างชาติที่เข้าไปทำงานในประเทศไทย หรือกลุ่มเด็กไทยที่เป็นครึ่งไทยครึ่งอะไรก็ว่ากันไป อย่างเช่น โรงเรียนร่วมฤดีฯ (RIS) และบางกอกพัฒนา (BPS)

            ศึกษาต่อเข้าไปอีกหน่อย ก็พบว่าโรงเรียนเหล่านี้แบ่งออกเป็นกลุ่มหลักสูตรของประเทศอังกฤษ ของอเมริกา ของฝรั่งเศส เยอรมัน จีนก็มี ญี่ปุ่นก็มี แบบสองภาษาเท่าๆ กันคือทั้งไทยและอังกฤษ (Bilingual) ก็มี และมีแบบประยุกต์ซึ่งกำลังเพิ่มความนิยมขึ้นเรื่อยๆ คือระบบไอบี หรือชื่อเต็มว่า International Baccalaureate       

ที่เขาหันมานิยมกันก็เพราะว่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มชอบนักเรียนระบบไอบี การเรียนการสอนระบบนี้คล้ายๆ ระบบบูรณาการ เน้นความเชื่อมโยงจากวิชาหนึ่งไปอีกวิชาหนึ่ง และเชื่อมจากตัวเองไปหาสังคม

สมมติว่าน้าจะสอนเรื่องการวัด แทนที่น้าจะส่งไม้บรรทัดให้นักเรียนแล้วบอกว่าจากเส้นนี้ถึงเส้นนี้เรียกว่านิ้ว ว่าแล้วก็ขีดเส้นในข้อสอบให้นักเรียนวัดหาคำตอบ ถูกได้หนึ่งคะแนน เป็นอันจบพิธี

ในระบบไอบี น้าอาจจะให้นักเรียนจัดกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มวัดพื้นที่รอบโต๊ะนักเรียน ซึ่งโต๊ะทุกตัวควรจะมีพื้นที่เท่ากัน แต่ถ้าคำตอบออกมาแตกต่างกันไป คุณครูก็จะให้นักเรียนช่วยกันตั้งคำถามว่าอะไรคือตัวแปร มีความผิดพลาดในการปฏิบัติการส่วนไหน และกลับไปหาคำตอบใหม่ด้วยกันอีกครั้ง เป็นต้น

เท่ากับเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เรียนรู้เรื่องการวัดพื้นที่ของวิชาคณิตศาสตร์ หัดทักษะการใช้ภาษาพูดในการสื่อสารและวิเคราะห์ รวมทั้งเรียนรู้การทำหน้าที่โดยลำพังและทำร่วมกับคนอื่นๆ 

เรียนไปคิดไปอย่างนี้จนถึง ม.6 ประเทศไทยน่าจะได้พลเมืองดีๆ มีความคิดเพิ่มขึ้นอีกเยอะเนอะน้า

หนูก็เอาล่ะวะ...ถึงจะไม่แน่ใจว่าจะได้ผลจริงหรือเปล่า ก็หลักสูตรอเมริกาที่เคยใช้ระบบบูรณาการมานาน จนต้องยกเครื่องหลักสูตรประถมวัยกันใหม่ เพราะตกอันดับด้านการศึกษาของโลกก็ออกแนวๆ นี้นั่นล่ะ แต่หนูก็ตัดสินใจสมัครเจ้าเจไดเข้าเรียนที่โรงเรียนเคไอเอส แถวเหม่งจ๋ายไปเรียบร้อยแล้ว

ส่งมันไปเข้าซัมเมอร์แคมป์มาหนึ่งอาทิตย์ด้วย จะได้รู้ว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหน โรงอาหารมีอะไรกินบ้าง ครูใหญ่หล่อหรือไม่หล่อ

...น้าอย่าว่าหนู “เยอะ” ถ้าหนูอยากให้ลูกเป็นคนที่รู้จักตั้งคำถาม คิดหาคำตอบที่มีเหตุผลด้วยตัวเอง มีความอดทน และคิดเชื่อมโยงจากการกระทำของตัวเองที่ส่งผลถึงส่วนรวม แบบที่เขาเรียกว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”  

            แต่ถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องภาษาไทย หนูก็อยากให้ลูกเข้าโรงเรียนทอสี แถวๆ เอกมัย ซึ่งเป็นโรงเรียน “พุทธวิถี” เพราะหนูคิดว่า “คำตอบ” ที่แท้จริงในชีวิตคือการรู้จัก “รับมือ” กับความทุกข์และ “สร้าง” ความสุขสายกลางแบบ “happy medium” ให้กับตัวเอง

            อยากให้ลูกเรียน “วิชาพุทธ” ไว้เป็นที่ตั้ง เรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ไว้เป็นวิชาเสริมอนาคต เพราะหนูเป็นห่วงว่าถ้าหนูไม่ได้อยู่ “แนะแนว” ให้กับลูกแล้ว มันจะรู้จักสร้างความสุขให้กับตัวเอง โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านเขามั้ย

            เอ่อ...น้าอย่าถามเรื่องค่าเรียนนะ...มันเจ็บที่หัวใจจี๊ดๆ แปล๊บๆ ที่แขนซ้ายชา มุมปากขวากระตุกตึกๆ

ก็อยู่อเมริกาเรียนฟรี ไปอยู่เมืองไทยเสียปีละ 5 แสนกว่าๆ พอๆ กับส่งลูกกลับมาเรียนอเมริกาเลยอ่ะ งงเนอะ...

            ราคานี้ราคา “แฮปปี้ มีเดียม” นะน้า บางโรงเรียนปีละ 7 แสน (อัพ) แป๊ะเจี๊ยะล่วงหน้าเป็นล้าน แล้วยังไม่รู้ว่าจะสอบเข้าได้มั้ย

            หนูกะว่าจะจัดตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาของน้องน้อย...คือลูกหนูเอง น้าเป็นประธานฝ่ายจัดหาทุนทรัพย์ให้หน่อยได้ป่ะ

            ไว้คราวหน้า เราค่อยมาคุยเรื่องประสบการณ์ทัวร์ในมหาวิทยาลัยอินเตอร์ฯ ที่กรุงเทพฯ กัน เนอะน้าเนอะ

                                                                                                            หนูเองจ้ะ.







 




นำเสนอข่าวโดย : siamtownus thai newspaper,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
375
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข