อเมริกาและแคลิฟอร์เนีย
บุคคลหน้าสาม : ”ไมเคิล บลูมเบิร์ก" ความหวังใหม่เดโมแครตในการ “โค่นทรัมป์”


ไมเคิล บลูมเบิร์ก




โดย ปัทมาสน์ ชนะรัชชรักษ์


เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึง 1 ปี สหรัฐก็จะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งในขณะนี้ บุคคลที่คนทั่วโลกต่างจับตามองมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น "ไมเคิล บลูมเบิร์ก" ผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตที่จะลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2020 คนล่าสุด ซึ่งเขาประกาศลั่นว่า “จะไม่ยอมให้ทรัมป์ป่วนอเมริกาอีกต่อไป

บลูมเบิร์กอาจสามารถโน้มน้าวใจชาวอเมริกันให้เทคะแนนเสียงให้กับตนเอง เนื่องจากเขาได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการสนับสนุนสิทธิด้านอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรี รวมถึงการแก้ปัญหาโลกร้อน และการลดการใช้อาวุธปืนที่ก่อให้เกิดเหตุอุกอาจรุนแรงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเป็นนโยบายที่หลายคนมองว่าอาจซื้อใจชาวอเมริกันได้

เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับนายไมเคิล บลูมเบิร์ก ทั้งประวัติชีวิตส่วนตัว กลยุทธ์ในศึกเลือกตั้ง 2020 และความท้าทายที่เขาต้องเผชิญเมื่อเลือกเดินบนเส้นทางนี้

ไมเคิล บลูมเบิร์ก วัย 77 ปี เป็นนักการเมือง นักธุรกิจ และนักเขียนที่ประสบความสำเร็จของสหรัฐ โดยข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2562 ระบุว่า บลูมเบิร์กมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เขาเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากที่สุดอันดับ 9 ของโลก โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขามาจากการจัดตั้งบริษัทบลูมเบิร์ก แอลพี ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข่าวและซอฟต์แวร์ทางการเงินรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่ไม่ว่าสถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ และกองทุนไหน ๆ ต่างก็ต้องซื้อข้อมูลจากบริการของเขาทั้งสิ้น โดยบลูมเบิร์กถือหุ้นอยู่ในบริษัทของตัวเอง 88% ซึ่งธุรกิจสื่อก็สร้างผลตอบแทนให้กับเขาถึงกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

หลังจากที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ก็ได้เลือกเดินบนเส้นทางสายการเมือง โดยเขาได้ลงสมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนิวยอร์กในปี 2544 แม้บลูมเบิร์กจะเป็นนักการเมืองสังกัดรีพับลิกัน แต่ชาวนิวยอร์กซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของเดโมแครตกลับเทคะแนนให้เขาอย่างล้นหลาม และยกให้เขาเป็นนายกเทศมนตรีถึง 3 สมัย โดยในช่วงสมัยที่ 2 เขาได้ออกจากพรรครีพับลิกันมาสังกัดพรรคอิสระ ก่อนที่จะมาอยู่กับพรรคเดโมแครตในปี 2561

เส้นทางการเมือง
ไมเคิล บลูมเบิร์ก ได้ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เขาพร้อมจะเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในการสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2020 เนื่องจากมองว่า ในบรรดาผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตทั้ง 16 คน ไม่มีคนใดเลยที่จะโค่นประธานาธิบดีทรัมป์ได้ ขณะที่เขามีความพร้อมทั้งในแง่ประวัติทางการเมืองและประสบการณ์ทำธุรกิจไม่ต่างจากผู้นำสหรัฐคนปัจจุบัน

ทั้งนี้ ไมเคิล บลูมเบิร์ก กล่าวในแถลงการณ์ว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐอย่างแท้จริง ผมเข้ามาเป็นผู้สมัครเพราะต้องการเอาชนะโดนัลด์ ทรัมป์ และฟื้นฟูอเมริกาขึ้นใหม่ เราไม่สามารถอดทนต่อความสะเพร่าและการกระทำที่ไร้ศีลธรรมของเขาได้อีกต่อไป หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง เราก็จะไม่สามารถฟื้นฟูสหรัฐจากซากความเสียหายได้"

ไมเคิล บลูมเบิร์ก ได้ยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากที่ได้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งทั้งระดับไพรมารีและคอคัสแล้วหลายรัฐ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 3 เดือนก่อนการลงคะแนนเสียงจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านี้ บลูมเบิร์กไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะลงสมัครเลือกตั้งปธน.สหรัฐมาก่อน แต่เขาก็ได้เปลี่ยนใจ เนื่องจากมองว่าไม่มีผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตคนใดที่จะสามารถเอาชนะทรัมป์ได้

ในวิดีโอเปิดตัวผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ได้วางตัวเองในฐานะนักธุรกิจและผู้นำทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จ โดยเขาได้สร้างงานภายในบริษัทของตัวเอง พร้อมฟื้นฟูมหานครนิวยอร์กอีกครั้งหลังจากที่เกิดการก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 อีกทั้งยังเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความท้าทายที่สหรัฐกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน หรือกฎหมายควบคุมปืน โดยบลูมเบิร์กได้ก่อตั้งมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อต่อต้านการใช้ความรุนแรงด้วยปืนอย่าง Everytown for Gun Safety รวมถึงโครงการต้านภัยโลกร้อนอย่าง Beyond Carbon โดยเขาได้มอบเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับโครงการการกุศลในประเทศที่ทำธุรกิจอยู่กว่า 129 ประเทศ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการตอกย้ำถึงจุดยืนของ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ที่แตกต่างจากโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมากนัก หนำซ้ำยังพาสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสอีกด้วย

ในฐานะเจ้าพ่อสื่อของสหรัฐ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ได้ประกาศว่า เขาจะใช้งบประมาณอย่างน้อย 150 ล้านดอลลาร์ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ โดยจะใช้เงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ในการหาเสียงทางอินเทอร์เน็ตเพื่อโจมตีทรัมป์ และอีก 15-20 ล้านดอลลาร์ในการหาเสียงในรัฐที่ไม่ใช่ฐานเสียงของเดโมแครต ซึ่งสื่อสหรัฐรายงานแล้วว่า บลูมเบิร์กได้ทุ่มเงินกว่า 37 ล้านดอลลาร์ในการทำโฆษณาหาเสียงทางโทรทัศน์ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

แม้ ไมเคิล บลูมเบิร์ก จะไม่ได้ให้รายละเอียดอย่างเจาะจงว่า จะใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะครอบคลุมแผนในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ แต่นายโฮเวิร์ด วอล์ฟสัน ที่ปรึกษาอาวุโสกล่าวว่า บลูมเบิร์กพร้อมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อเอาชนะทรัมป์ให้จงได้

นอกจากนี้ นายวอล์ฟสันยังกล่าวอีกด้วยว่า บลูมเบิร์กไม่คิดรับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนพรรค และจะ "ไม่รับเงินเดือน" หากเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

ความท้าทายที่รออยู่
นอกจากนี้ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ยังทุ่มเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยให้พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐ และล่าสุดก็ทุ่มเงินเพื่อหวังเอาชนะการเลือกตั้งในรัฐสำคัญอย่างเวอร์จิเนีย

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของ ไมเคิล บลูมเบิร์ก อาจต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ซึ่งรวมถึงการฟาดฟันกับแคนดิเดตตัวเก๋าหลายคน ซึ่งรวมถึง เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกจากรัฐเวอร์มอนต์ และ เอลิซาเบธ วอร์เรน สมาชิกวุฒิสภารัฐแมสซาชูเส็ตส์ ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตที่ได้ออกมาตั้งป้อมโจมตีบลูมเบิร์กว่า "มหาเศรษฐีไม่ควรซื้อการเลือกตั้ง"

"การเลือกตั้งไม่ควรมีการซื้อขาย ไม่ใช่กับมหาเศรษฐี ไม่ใช่กับผู้บริหารใหญ่ เราต้องสร้างความเคลื่อนไหวระดับรากหญ้า" นางวอร์เรนกล่าว "ดิฉันเข้าใจดีว่าพวกคนรวยจะมีโอกาสมากกว่าเรา พวกเขาอาจจะมีรองเท้ามากกว่าเรา มีรถมากกว่าเรา มีบ้านมากกว่าเรา แต่เขาจะไม่ได้รับคะแนนเสียงบนเวทีประชาธิปไตยไปมากกว่าเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกตั้งขั้นต้นของเดโมแครต"

ด้านนายแซนเดอร์ส กล่าวว่า "เรามีประเทศที่เอื้อประโยชน์ต่อมหาเศรษฐี เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ แต่ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับชาวสหรัฐที่เหลือ และหากเดโมแครตได้ตัวแทนเป็นมหาเศรษฐีและผู้บริหารระดับชั้นนำ เราก็จะมีประเทศที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนระดับบนเท่านั้น"

"เราไม่เชื่อว่ามหาเศรษฐีจะมีสิทธิซื้อการเลือกตั้ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม ไมเคิล บลูมเบิร์ก คงไปไม่ได้ไกลในการเลือกตั้งครั้งนี้" นายแซนเดอร์สกล่าวปิดท้าย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ถูกโจมตีในเรื่องที่ว่าเขาเป็นนักการเมืองที่ชอบย้ายสังกัดพรรค โดยแรกเริ่มเดิมทีนั้น นายบลูกเบิร์กได้เข้าร่วมพรรครีพับลิกันเป็นพรรคแรก โดยได้สังกัดพรรคดังกล่าวถึง 7 ปีเต็ม ก่อนที่จะย้ายไปเป็นนักการเมืองอิสระ และท้ายที่สุดก็ขอมาซบอกพรรคเดโมแครต ทำให้ประชาชนมองว่า เขาเป็นคนที่ไม่มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน และพร้อมย้ายไปหาฝ่ายที่ให้ประโยชน์กับตัวเองเสมอ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ไม่ได้รับความนิยมมากนัก และอาจทำให้เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริจาคมากพอที่เขาจะได้มีโอกาสขึ้นเวทีดีเบตในเดือนธันวาคมนี้ โดยเดโมแครตตั้งเกณฑ์ไว้ว่า ผู้ที่จะมีสิทธิเข้าร่วมการอภิปรายจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างน้อย 4% ในการเลือกตั้ง 4 ครั้งของกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงพรรคเดโมแครต หรือ 6% ในการเลือกตั้งขั้นต้น 2 ครั้ง และต้องมีรายนามผู้บริจาคอย่างต่ำ 200,000 คน โดยมีผู้บริจาคขั้นต่ำ 800 คนจาก 20 รัฐ ซึ่งบลูมเบิร์กจะต้องผ่านเกณฑ์ทั้งหมดให้ได้ภายในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ เพื่อที่จะขึ้นเวทีดีเบตในวันที่ 19 ธันวาคม ณ ลอสแองเจลิส ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่กระชั้นชิดมาก

นอกจากนี้ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ยังมีชนักติดหลังอยู่อีกประการหนึ่ง เนื่องจากในอดีตเขาเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนนโยบาย "stop and frisk" ซึ่งเป็นนโยบายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวประชาชนเพื่อค้นตัวได้ อีกทั้งยังเป็นนโยบายที่สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่กักขังผู้ต้องสงสัยแม้ว่าสาเหตุการกระทำผิดจะยังคลุมเครืออยู่ก็ตาม แม้นโยบายดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ต่อการตรวจค้นอาวุธปืน แต่ก็ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนผิวสีและชาวฮิสแปนิก ส่งผลให้เกิดอคติทางเชื้อชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งบลูมเบิร์กถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นดังกล่าวอย่างหนัก ก่อนที่จะยอมออกมากล่าวคำขอโทษเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของตนเองในอดีต อย่างไรก็ตาม มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า คำขอโทษของเขาหลุดจากปากเพราะหวังผลทางการเมือง

ทีนี้เราคงต้องมาลุ้นกันว่า ไมเคิล บลูมเบิร์ก จะสามารถฟาดฟันกับตัวแทนพรรคที่เหลือ เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้สมัครเพียงหนึ่งเดียวจากพรรคเดโมแครตเพื่อที่จะโค่นล้มทรัมป์ได้หรือไม่ ...

 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส
27-11-2019 มหา’ลัยสหรัฐฯรายได้หด เพราะนักศึกษาจีนเรียนน้อย (20/1979) 
27-11-2019 ตั้งด่าน’จับเมา’ทั่วแอลเอ ลด’เจ็บ-ตาย’แต๊งส์กีฟวิ่ง (0/844) 
27-11-2019 อัตรการเกิดคนมะกัน ลดต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ (0/954) 
27-11-2019 บุคคลหน้าสาม : ”ไมเคิล บลูมเบิร์ก" ความหวังใหม่เดโมแครตในการ “โค่นทรัมป์” (0/1295) 
20-11-2019 รายงานหน้าหนึ่ง : เขย่าเก้าอี้ "ทรัมป์" เซ่นปมร้อนฮัลโหลยูเครน (1/1359) 

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
480
siamtownus newspaper






Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข