ข่าวการเมืองไทย
“ทีดีอาร์ไอ”ข้องใจรัฐอัดภาษีล่อนักลงทุนเข้าอีอีซีได้จริงหรือ


 นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยในงานไทยแลนด์ โฟกัส 2017 ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ จัดขึ้นว่า ไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นลำดับ 3 ในเอเชียตะวันออก ตามหลังญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งหมายความว่าไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนจีน 2-3 ปี และก่อนเวียดนามเป็น 10 ปี ขณะที่คาดการณ์ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไทยต่ำเพียง 3.1% ในระยะ 10 ปี และหากนับรวมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับอัตราจีดีพีเฉลี่ยประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ (OECD) ที่ 3-4% ในระยะ5ปี 

 นายสมเกียรติกล่าวว่า ดังนั้นทางออกประเทศไทยเพื่อการเติบโตสูงขึ้น คือ 1.การยกระดับการผลิต จากกิจกรรมการผลิตที่มูลค่าต่ำสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น การออกแบบ และการวิจัยพัฒนา 2.การย้ายออก ทั้งการออกไปลงทุนต่างประเทศ การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตลาดที่ใหญ่กว่า และ 3.การเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งรัฐและเอกชน 

  “เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นสะท้อนในการลงทุนวิจัยและพัฒนาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 0.25% และส่วนใหญ่เป็นขับเคลื่อนจากเอกชน ขณะที่รัฐบาลไทยเริ่มเดินมาถูกทางในการประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยเป็นส่วนผสมระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับการสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 ด้าน (เอสเคิร์ฟ) กลายเป็น โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการจูงใจทางภาษีถึง 15 ปี มากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ แต่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสำเร็จหรือไม่ ยังคงเป็นคำถาม” นายสมเกียรติกล่าว

  นายสมเกียรติกล่าวว่า บางอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่ดี เช่น การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการบินและซ่อมบำรุงอากาศยาน อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งรัฐบาลต้องการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ก็มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ ต้องการผลิตรถยนต์ไฮบริด ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น หุ่นยนต์ ไบโอเทคโนโลยี และอาหารแห่งอนาคต เป็นส่วนที่ไทยไม่มีพื้นฐาน จึงเป็นเรื่องระยะยาวมาก เช่น การใช้งานหุ่นยนต์ในประเทศไทยมีเพียงปีละ 2,500 ยูนิต หรือประมาณ 25,000 ยูนิตในช่วง 10 ปี ขณะที่การผลิตเพื่อให้เกิดผลกำไรได้จะต้องถึง 3 ล้านยูนิต

  นายสมเกียรติกล่าวว่า รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนจากเอกชนด้วยแรงจูงใจมากมาย แต่ยังไม่เกิดผล บริษัทไทยมีเงินแต่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศมากกว่าบริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในไทย โดยล่าสุดมูลค่าเงินลงทุนจากเอกชนไทยไปต่างประเทศประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนไทย 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และพบว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ นิยมออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มซีแอลเอ็มวี ซึ่งได้ผลตอบแทน 11% สูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน 

  นายสมเกียรติกล่าวว่า สำหรับความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน มีให้เห็นมากขึ้นในด้านการขจัดอุปสรรคการทำธุรกิจ ธนาคารโลกจัดอันดับ ease of doing business ให้ประเทศไทยที่ 46 จาก 100 ประเทศทั่วโลก ทำให้รัฐบาลรัฐบาลไทยและเอกชนร่วมมือกันตัดกฎระเบียบและเงี่อนไขอุปสรรคการทำธุรกิจต่างได้เร็วกว่าที่คาด 




 




นำเสนอข่าวโดย : Kittisuda .,
แหล่งที่มาข่าวโดย : มติชน
15-09-2017 สำนักพระราชวังออกประกาศ เปิดถวายบังคมพระบรมศพ 30 กันยายน เป็นวันสุดท้าย (0/797) 
05-09-2017 บิ๊กตู่ แถลงต่อที่ประชุม BRICS ย้ำนโยบาย 4.0 เติบโตพร้อมเพื่อนบ้าน (0/371) 
04-09-2017 ลุ้นระทึก ก.ย.-ต.ค.นี้ ไอเคโอปลดธงแดงไทยหรือไม่ (0/456) 
03-09-2017 รฟม.จัดงานโปรโมทรถไฟฟ้าสายสีส้ม มีนบุรี-บางขุนนนท์ หนุนแก้รถติดกทม. (0/419) 
03-09-2017 เปิด 10 ข้อ ‘สัญญาประชาคม’ ฉบับคสช. สร้างการรับรู้ประชาชน (0/278) 

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
375
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข