ปัจจัยภายนอกอย่างเช่นการเปิดเทอมก็มีส่วน ตลอดจนการที่มหกรรมกีฬาอย่าง อเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล เปิดฉาก ก็มีส่วนด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเด็นคงหนีไม่พ้นมันไม่มีหนังอะไรน่าดูมากกว่า คือไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์สร้างจรวดก็น่าจะคำนวณได้ว่า ในเมื่อมันไม่มีหนังที่มีเนื้อหาสาระโดนใจ
อันดับ 1 ยังเป็น The Possession ด้วยตัวเลข $9.3 ล้าน จากการเข้าฉาย 2,834 โรง เป็นรายได้ที่ตกลงจากสัปดาห์ที่แล้วกว่า 48% โดยแม้จะเป็นตัวเลขที่น้อยนิด แต่หากมองในแง่ที่มันเป็นหนังสยองแล้ว ต้องถือว่า $9.3 ล้านนี่ดีแล้วสำหรับ The Possession เพราะโดยทั่วไปแล้ว หนังผีมักรายได้ตกลงอย่างน้อย 50% ในสัปดาห์ที่สอง เอาเป็นว่าตอนนี้ The Possession โกยไปแล้วเบาะๆ $33.2 ล้าน มากกว่า The Last Exorcism ที่ทำไว้ $32.1ล้าน ในช่วงเวลาเดียวกัน อยู่นิดหน่อย
ขณะเดียวกัน แชมป์ 2 อาทิตย์ ของ The Possession ยังหมายความว่านี่เป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่หนังจาก Lionsgate ครองแชมป์ ต่อเนื่องจากที่ The Expendables 2 ที่เป็นแชมป์ 2 สัปดาห์ติดเช่นกัน และเมื่อบวกกับอีก 4 สัปดาห์จาก The Hunger Games ในเดือนมีนาคม ต่อเนื่อง เมษายน ทำให้ Lionsgate มีหนังเป็นแชมป์ 8 สัปดาห์แล้วในปีนี้ มากกว่าสตูดิโอดังๆ อื่นๆ ทั้ง Universal และ Sony ที่มีหนังเป็นแชมป์แค่ 7 สัปดาห์
ต่อด้วย Lawless ยังคงอันดับ 2 เอาไว้ได้ต่อไป ด้วยตัวเลขรายได้ $6 ล้าน ตกลงจากสัปดาห์ก่อน 40% ทำให้ยอดรวม 12 วัน หนังแก๊งสเตอร์ที่มี ทอม ฮาร์ดี้ กับ ไชอา ลาบัฟ นำแสดง กวาดไปแล้ว $23.5 ล้าน โดยหากเอาไปเทียบกับหนังแนวแก๊งสเตอร์ที่เข้าฉายช่วงวันแรงงานเหมือนกันนั้น พวกเขาทำได้ดีกว่า The Debt ที่ทำได้ $21.9 ล้าน แค่ก็ยังน้อยกว่า The American ที่ทำไปได้ $28.1 ล้าน
ด้าน The Expendables 2 ที่เข้าฉายเป็นสัปดาห์ที่ 4 ทำไป $4.95 ล้าน ตกลง 45% ตอนนี้ทำรายได้รวมไปแล้ว $75.6 ล้าน น้อยพอสมควรหากเทียบกับภาคแรกที่ช่วงเวลาเดียวกันกดไป $92 ล้าน ซึ่งก็ตรงกับที่หนังโดนวิจารณ์นั่นแหละว่า แม้จะดึงดาราอย่าง ฌอง โคล้ด แวน แดมน์, ชัค นอริส, เลียม เฮมสเวิร์ธ หรือเพิ่มบทให้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ แตในภาพรวม หนังภาค 2 นี้ ไม่มีอะไรแปลกใหม่มากพอ
หนังใหม่สัปดาห์นี้ The Words หนังดราม่าที่ได้ แบรดลี่ย์ คูเปอร์ กับ โซอี้ โซลดาน่า นำแสดง เปิดตัวสูงสุดที่อันดับ 4 โดยเก็บไป $4.75 ล้านจาก 2,801 โรงฉาย ซึ่งดีกว่าหนังแนวเดียวกันปี 2012 อย่าง People Like Us ที่ทำไป $4.3 ล้าน หรือ Friend for the End of the World ทำไป $3.8 ล้าน แต่ก็ยังพูดได้เต็มปากว่าล้มเหลวอยู่ดีนั่นแหละ และในส่วนของ แบรดลี่ย์ คูเปอร์ เอง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วงานอีกเรื่องของเขาอย่าง Hit and Run ก็เปิดตัวได้แย่ คือ $4.5 ล้านเท่านั้น
แบรดลี่ย์ คูเปอร์ เป็นนักแสดงดัง มีแฟนๆ พอสมควร แต่เขาก็ยังไม่อยู่ในจุดดาราใหญ่ที่แฟนๆ ต้องแห่กันไปชมผลงานเรื่องใหม่ แต่นั่นก็ไม่มีส่วนมาลดเครดิตของ คูเปอร์ ได้เช่นกัน เพราะจะมีดาราสักกี่คนที่อยู่ในสถานะที่หนังทำเงิน แฟนๆ แห่มาดู เพียงแค่เขานั้นๆ อยู่ในหนัง ! เรื่องของเรื่องคือความน่าสนใจ และบางที The Words ของ 2 ผู้กำกับฯ มือใหม่ ไบรอัน คลุกแมน และ ลี สเติร์นธัล อาจไม่อยู่ในจุดดังกล่าว
อันดับ 5 สัปดาห์นี้เป็นหนังแอนิเมชั่นแนวผีๆ ParaNorman rounded ด้วยตัวเลข $4.2 ล้าน น้อยกว่าสัปดาห์ที่แล้วกว่า 36% และด้วยยอดรายได้รวมกว่า $45.5 ล้านแล้ว ทำให้หนังการ์ตูนแนว สต็อป-โมชั่น เรื่องนี้ กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของค่าย Focus Features ประจำปีนี้ เหนือ Moonrise Kingdom หนังลูกเสือผจญภัย ที่ตอนนี้เก็บไป $44.6 ล้าน
ขณะที่ The Bourne Legacy อยู่อันดับ 6 ด้วยรายได้ที่ตกลง 45% เก็บเพิ่มไป $4 ล้าน โดยตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาแล้ว ที่ The Bourne Legacy กลายเป็นหนังเรื่องแรก (และเรื่องเดียว) ประจำเดือนสิงหาคม 2012 ที่ทำรายได้ทะลุร้อยล้าน ส่วนตอนนี้ก็สะสมเป็น $103.7 ล้านแล้ว แต่ก็ยังยืนยันตามเดิมว่ายากมากๆ ที่ The Bourne Legacy จะทำรายได้เทียบเท่าภาคพี่ๆ ของมันอย่าง The Bourne Identity ที่ทำได้ทั้งสิ้น $121.7 ล้าน
อันดับ 9 เป็น 2016 Obama s America หนังสารคดีการเมืองที่รายได้ลดลงกว่าสัปดาห์ที่แล้ว 41% เมื่อมันเก็บเพิ่มอีก $3.3 ล้าน รวมตอนนี้สอยไปแล้ว $26.1 ล้าน กลายเป็นหนังแนวสารคดีการเมืองที่ทำรายได้มากสุดอันดับ 2 ตลอดกาลรองจาก Fahrenheit 9/11 ผลงานการกำกับฯ ของ ไมเคิ่ล มัวร์ ที่ฟาดไปมหาศาลกว่า $119.2 ล้าน
"The Cold Light of Day" เป็นอีกหนึ่งหนังใหม่ในสัปดาห์นี้ ประเดิมด้วยการไม่ติดท็อป 12 ด้วยซ้ำสำหรับหนังแอ็คชั่นของ มาบรูค เอล เมอร์ครี่ ผกก.ชาวฝรั่งเศส ที่นำแสดงโดย บรูซ วิลลิส, ซีเกอร์นี่ย์ วีเวอร์ และ เฮนรี่ คาวิลล์ เปิดตัวด้วยรายได้เพียง $1.83 ล้าน จากการเข้าฉาย 1,511 โรง แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะหนังแทบไม่ได้ทำการตลาดเลย นอกจากโปรโมตในโรงภาพยนตร์ หรือแบบออนไลน์ มิหนำซ้ำ หนังยังถูกคาดการณ์ว่าจะไม่เข้าฉายแบบทั่วประเทศ ก่อนจะเปลี่ยนใจในสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง ทั้งหมดเป็นข้อแก้ต่างให้ "The Cold Light of Day" ได้ว่า จะตัดสินว่าหนังห่วยก็อาจไม่ยุติธรรม แต่มันเป็นเพราะการทำงานร่วมของ Lionsgate กับ Summit ที่มองว่าการจะทุ่มเงินโฆษณาหลายสิบล้านกับหนังที่ดูแล้วไม่มีอะไรจูงใจมากนัก เป็นสิ่งไม่คุ้มค่า
ตบท้ายด้วย Raiders of the Lost Ark ที่ทาง Paramount เอากลับมาฉายใหม่ ก่อนหน้าการวางขาย Indiana Jones แบบบลู-เรย์ สัปดาห์หน้า โดยหนังคลาสสิกของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เข้าฉายโรงไอแม็กซ์ 267 โรง ทำรายได้ไปนิ่มๆ $1.67 ล้าน คิดเฉลี่ยเป็น $6,269 ต่อโรง ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับ Titanic 3D เพราะรายนี้ประเดิมสัปดาห์แรก (เดือน เมษายน 2012) ก็ฟาดไป $17.2 ล้านแล้ว มากกว่า Raiders of the Lost Ark ร่วมๆ 10 เท่าเลยทีเดียว แต่อย่าไปคิดมากดีกว่าเพราะรายของ อินเดียน่า โจนส์ นั้นคงไม่ได้เอากลับมาฉายใหม่เพื่อหวังผลตูมตามอยู่แล้ว