ผู้เขียน คือ ยาซูฟ โอมาร์ บอกว่า ขณะพูดคุยกันนั้น อเล็กซานเดอร์ เครบส์ อยู่ในสภาพตาแดงก่ำ เพราะนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่เดินทางมาถึงสนามบิน โออาร์แทมโบ้ ใกล้เมืองโจฮันเนสเบิร์ก เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา และว่า ‘ผมสีน้ำตาลบลอนด์ ที่ตัดเองของเขานั้น ยาวและยุ่งเหยิง แต่มือของเขานั้น นุ่มนวลอย่างน่าแปลกใจสำหรับผู้ชายที่ใช้เวลาอยู่ในคุกของไทยนานถึง 18 ปี’
“มือผมต้องนุ่ม เพราะผมเป็นศิลปิน” อเล็กซานเดอร์กล่าวขณะอวดภาพวาดของ เนลสัน แมนเดลา, ธาโบ มเบคี และนักโทษการเมืองอีกหลายคนให้ผู้เขียนชม
“การทำงานศิลปะ ทำให้ผมลืมเวลา ร่างกายผมอยู่ที่นั่น แต่ในความคิดแล้ว ผมไม่ได้ติดคุกเลย แต่ผมก็ไม่ได้เห็นดวงดาวหรือดวงจันทร์นานถึง 18 ปี หรือได้เห็นพระอาทิตย์ตก เพราะไม่มีหน้าต่าง”
อเล็กซานเดอร์ เครบส์ บอกด้วยว่า มนุษย์ทุกคนต้องการความใกล้ชิดกับผู้อื่นบ้าง แต่ความใกล้ชิดที่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในคุก
“ถ้าคุณจับนกมาตัดปีก ผมคิดว่าคงจะเป็นความรู้สึกเดียวกัน”
และประสบการณ์ที่เขาได้รับ นำมาซึ่งบทเรียนที่ิยิ่งใหญ่ “ไม่ว่าเงินมากขนาดไหน ก็ไม่คุ้มกับอิสรภาพที่ต้องเสียไป” โดยเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตด้วยว่า “เรื่องของเรื่องก็คือโอกาสมันเปิดให้ แล้วผมก็กระโจนลงไป และมันก็ระเบิดใส่หน้าผม”
ตอนอายุ 34 ปี อเล็กซานเดอร์ เครบส์ ถูกจับกุมที่สนามบินดอนเมืองด้วยข้อหามีเฮโรอีน 1.2 กิโลกรัมในครอบครอง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 1994 หรือเพียงหนึ่งวันก่อนที่จะมีการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยครั้งแรกของแอฟริกาใต้
เขาถูกตัดสินให้ลงโทษประหารชีวิต แต่ลดลงเหลือเพียงโทษจำคุก 100 ปี, 40 ปี และล่าสุด ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2011 เป็นเหตุให้เขามีโอกาสได้เดินทางกลับสู่บ้านเกิดในวัย 52 ปี
“แอฟริกาใต้วันนี้ก็คล้ายกับสมัยก่อน แค่ถนนมีหลุมบ่อมากขึ้นกว่าเดิม” เขาพูดปนหัวเราะ และว่าความเท่าเทียมกันของสีผิวในแอฟริกาใต้ที่ได้เห็นในวันนี้ ทำให้เขารู้สึกประทับใจมาก
เขาบอกด้วยว่าสิ่งแรกที่เขาร้องขอหลังพ้นคุกออกมาก็คือ ไก่ทอดเคเอฟซีและเป๊ปซี่ ตามด้วยการนอนแช่น้ำอุ่นที่บ้านพี่สาวในย่านออเรจน์โกรป ของโจฮันเนสเบิร์ก ซึ่งเป็นที่พักของเขาในเวลานี้
อย่างไรก็ดี เวลานี้เขายังมีปัญหากับการ “นอนหลับ” บนฟูกนุ่มขนาดคิงส์ไซส์อยู่
“มันทำให้ผมตกเตียง ผมใช้ผ้าห่มปูนอนบนพื้นคอนกรีตมานานถึง 18 ปี”
เขาบอกด้วยว่า เขาพยายามปรับห้องนอนของเขาให้เหมือนกับห้องขังให้มากที่สุด เพราะ “ผมรู้สึกคุ้นเคยมากกว่ากับการอยู่ในห้องขังเล็กๆ ผมคุ้นกับการอยู่ร่วมกันคนเยอะๆ”
ความคุ้นเคยที่ว่า รวมถึงการ “ซ่อน” โทรศัพท์มือถือก่อนเข้านอนทุกคืนด้วย...
อเล็กซานเดอร์ เครบส์ เลิกยาเสพติด และเหล้าได้อย่างเด็ดขาดมานานถึง 17 ปี
“ถ้าผมดื่มเมื่อไหร่ สมองผมจะเฉื่อยชา และไม่ดื่มด่ำกับความสวยงามต่างๆ ผมเคยติดทั้งแมนแดร็กซ์ และโคเคน” เขาเล่า
อดีตนักโทษต่างชาติผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณกล่าวด้วยว่า เขาเริ่มใช้ยาเสพติดตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ และต่อเนื่องมาจนถึงสมัยเป็นทหาร เขาลองทั้ง แอลซีดี, แมนแดร็กซ์ และท้ายสุดคือ โคเคน
“ผมเป็นขี้ยามากกว่าเป็นคนขายยาเสพติด ผมต้องขายยาก็เพราะติดยานี่แหละ”
อเล็กซานเดอร์ เครบส์ ฝากคำแนะนำถึงผู้ที่คิดจะ “ขนยา” ด้วยว่า ไม่ใช่ความคิดที่ฉลาด
“ก่อนจะเข้าไปเกี่ยวข้องอะไร ให้ดูผลลัพธ์ซะก่อน” และว่าระบบศาลสถิตยุติธรรมของไทยนั้น “เอาจริงกับการขนส่งยาเสพติดมาก”
18 ปีในคุกนั้น อเล็กซานเดอร์ เครบส์ กล่าวว่า ปีที่ 18 เป็นปีที่ “หิน” ที่สุด
“ผมถูกขังเดี่ยวนานหกเดือน โดยไม่มีแปรงทาสี เขาไม่บอกเหตุผล เพียงแค่สงสัยว่าผมจะมีโทรศัพท์มือถือ และอาจเป็นอันตรายได้”
เขาเล่าถึงความทรมานระหว่างถูกแยกขังเดี่ยวด้วยว่า มีผู้ต้องขังฆ่าตัวตายถึงสามคน ส่วนเขาเองก็ “เกือบ” ข้ามเส้นแบ่งระหว่างคนปกติกับคนบ้าเช่นกัน
อเล็กซานเดอร์ เครบส์ พอใจจะอยู่ในคุกรวม ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มีทีวีให้ดู มีครัวให้ปรุงอาหาร รวมถึงมี “อันตราย” ตลอดเวลา
“ในคุกมีแค่สองอย่าง คืออยู่หรือตาย คุณไม่มีทางเลือกอื่นเลย คนที่แข็งแรงเท่านั้นถึงจะรอด”
เขาเล่าว่า ประสบการณ์แบบ “ชีวิตข้างถนน” รวมถึงการเป็นสมาชิกแก๊ง ที่เรียนรู้มาตั้งแต่เล็ก คือการเตรียมพร้อมให้เขาเป็น “เสือในฝูงเสือ”
เขาเล่าถึง “ข่าว” ความเปลี่ยนแปลงในประเทศบ้านเกิดด้วยว่า ในวันที่ เนลสัน เมลเดลา ชนะการเลือกตั้งและก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งของแอฟริกาใต้นั้น เขาเงี่ยหูฟังข่าวอยู่บนโรงพักแห่งหนึ่งในเมืองไทย แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดตามข่าวสารอะไรมากนัก เพราะ “มันเป็นอีกโลกหนึ่ง ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับคุณอีกต่อไป”
อย่างไรก็ดี ช่วงหนึ่ง เขาและเพื่อนนักโทษจากอังกฤษ ได้ช่วยกันสร้างจานรับสัญญาณดาวเทียมขึ้นจากอุปกรณ์ที่ลักลอบเอาเข้ามาในคุก ทำให้เขาได้ฟังข่าวสารจาก บีบีซี และ ซีเอ็นเอ็น อยู่ระยะหนึ่งก่อนที่จะถูกตรวจพบและยึดไป
เขาเล่าต่อว่า ช่วงหนึ่งเขามีโอกาสดีที่จะ “แหกคุก” รวมไปกับนักโทษชาวไทยหลายคน
“มีการแหกคุกหลายครั้งเหมือนกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งผมก็รู้นะ แต่ไม่ไปกับเขาเพราะผมหวังว่าแอฟริกาใต้จะลงนามในสนธิสัญญากับไทย... และการที่นักโทษต่างชาติจะหลบหนีนั้นไม่ง่ายเลย ต้องการความช่วยเหลือและเงินก้อนโตด้วย”
อเล็กซานเดอร์ เครบส์ บอกว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในคุกของไทย พี่สาวของเขาเดินทางไปเยี่ยมสี่ครั้ง ซึ่งเขาบอกว่าไม่ได้เป็นการช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
“ผมไม่มีความสุขเลย ถ้าเลือกได้ ผมไม่อยากให้เธอมา เพราะมันทำให้ผมสะเทือนใจ และกว่าจะทำใจก็ใช้เวลานานหลายเดือนหลังจากที่เธอมาหา”
อย่างไรก็ตาม ความสุขเล็กๆ ระหว่างอยู่ในคุกของประเทศไทยคือ “ความรัก” ที่เขามอบให้กับมิชชันนารีสาวที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย สัมพันธ์สวยงามของเขามีอยู่ถึงแปดปีก่อนจะลงเอยโดยการที่เธอมอบความรักให้กับเพื่อนรักของเขา ซึ่งเป็นนักโทษชาวเยอรมัน ที่กำลังรอวันรับโทษประหารชีวิต...
“หลังจากแปดปี โดยที่คุณไม่สามารถแสดงออกด้วยภาษาร่างกายเลย... มันไม่ง่ายเลย” เขากล่าว
พิธีแต่งงานระหว่างแฟนเก่าและเพื่อนรักของเขา เกิดขึ้นในบริเวณที่ทางเรือนจำจัดให้เยี่ยมนักโทษ โดยที่ตัวเขาเองไม่ได้รับเชิญ
แต่ไม่นานหลังจากนั้น อเล็กซานเดอร์ เครบส์ ก็มีแฟนใหม่ และรักกันมานานกว่าสามปี โดยหวังว่าระยะห่างระหว่างโจฮันเนสเบิร์ก และกรุงเทพฯ จะไม่เป็นอุปสรรคกับความรักของเขาครั้งนี้
อเล็กซานเดอร์ เครบส์ รักแฟนใหม่ของเขาตั้งแต่เห็นครั้งแรก และรักมากพอที่จะสักชื่อเล่นของเธอ “ซิปส์” ไว้ที่ต้นแขนด้านขวา
โดยรอยสักที่นอกเหนือจากชื่อของแฟนสาวแล้ว ยังมีรอยสักรูปมังกร และผีเสื้อที่แขนและกลางแผ่นหลัง... ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งของการสนทนา
“มันทำให้ชีวิตในคุกมันง่ายขึ้นเล็กน้อย เขาใช้ไม้ไผ่กับเข็มในการสักแทททูในคุก มันเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตคนคุก และมันหมายถึงด้านดีและด้านร้ายของผม...ชีวิตในคุกสอนให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้น ใจเย็นและถ่อมตัวมากขึ้น แต่ก็พร้อมจะกลายเป็นคนอันตราย ถ้าจำเป็น”
ช่วงหนึ่งของบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้... อเล็กซานเดอร์ เครบส์ บอกว่า เขาคือนักโทษจากแอฟริกาใต้เพียงคนเดียวตลอด 18 ปีในคุกของไทย...
แต่ความจริงแล้ว เขาคือนักโทษ “ชาย” คนเดียว เพราะในคุกหญิงของไทย ยังมี โนบานด้า “บาบซี” โนลูบาบาโล่ สาวผิวดำจากแอฟริกาใต้วัย 23 ปีอีกคน โดยเธอถูกจับที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปี 2011 หลังเจ้าหน้าที่เห็นผงสีขาวติดอยู่บนเส้นผมแบบ dreadlocks ที่ขมวดเป็นเกลียวโตๆ ของเธอ และเมื่อตรวจก็พบโคเคน 1.5 กิโลกรัมสอดไส้อยู่ข้างใน...
สาวแอฟริกาใต้สารภาพว่า รับจ้างนำยาเสพติดร้ายแรงมาส่งให้ลูกค้าที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยระหว่างนี้ คดีของเธอยังอยู่ระหว่างการพิจารณา..
แม้ว่าจะยังไม่ทราบชะตากรรมของสาวผิวดำคนนี้ แต่เชื่อมั่นว่าเธอโชคดีกว่า จานีซ ลินเด้น ผู้หญิงแอฟริกาใต้วัย 38 ที่ถูกจับกุมพร้อมยาเมทแอมเฟตามีน จำนวน 3 กิโลกรัมระหว่างเดินทางเข้าประเทศจีน ที่สนามบินกวางเจาเมื่อปี 2008
เพราะหลังจากเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลได้เพียงไม่นาน เธอก็ถูกสั่งลงโทษประหารชีวิต ทั้งที่ยืนกรานตลอดเวลาว่าของดังกล่าวถูกยัดใส่กระเป๋าเดินทางโดยเธอไม่รู้ไม่เห็น
จานีซ ลินเด้น ถูกประหารชีวิตโดยการฉีดยาพิษร้ายแรงเมื่อเดือนธันวาคม 2011 หลังจากที่ศาลอุทธรณ์และศาลสูงของจีนปฏิเสธคำร้องของญาติๆ อย่างไร้เยื่อใย...
รัฐบาลจีนไม่ใส่ใจกระทั่งคำขอของประธานาธิบดี จาค็อบ ซูมา และรัฐบาลของแอฟริกาใต้ ที่ถึงขั้นงดออกวีซ่าให้กับ องค์ดาไล ลามะ ที่จะเดินทางไปร่วมงานวันเกิดของ อาร์ชบิชอป เดสมอนด์ ตูตู เมื่อเดือนตุลาคม 2011 และแน่นอน ไม่ใส่ใจข้อเรียกร้องจากองค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ด้วย...
เชื่อว่าหาก อเล็กซานเดอร์ เครบส์ ทราบข่าวนี้ เขาคงจะเอ่ยถึงพระมหากรุณาธิคุณของ “ในหลวง” แห่งปวงชนชาวไทยในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ด้วย... อย่างแน่นอน...