นานาความคิด
พรชัย ภู่โสภา
ต้องเชื่อเมื่อสยามอัตคัดอาชีพช่างตัดเสื้อ

ย้อนกล่าวไปถึง เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 300 ปีก่อน ฝรั่งคนหนึ่ง นามกรว่า นิโกลาส์ แชรแวส เขียนไว้ในหนังสือของเขาว่า “อาชีพที่อัตคัดที่สุดในราชอาณาจักรสยาม ก็คือ อาชีพช่างตัดเสื้อ เพราะพลเมืองสามัญเขาไม่สวมเสื้อกัน” นี่เป็นพยานอีกข้อหนึ่งก็ได้ว่า คนไทยไม่ค่อยสวมเสื้อมาแต่โบราณ

                          และหากจะย้อนลึกเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน นักโบราณคดีได้พบว่า มนุษย์ในแถบนี้รู้จักทอผ้าใช้กันแล้ว หลักฐานได้แก่ การขุดค้นที่บ้านเก่า ต.จระเข้เผือก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เป็นต้น พบแวดินเผาที่ใช้ในการปั่นฝ้าย เพื่อนำด้ายไปทอผ้าเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังพบเข็มเย็บผ้าที่ทำจากกระดูกสัตว์อีกด้วย

                         ส่วนที่บ้านเชียง ในเขต อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ซึ่งเคยมีชุมชนเก่า อายุประมาณ 6,300 -+ 1,204 ปีตั้งอยู่ ได้พบร่องรอยเศษผ้าติดอยู่ตามกำไลสัมฤทธิ์หลายวง ผ้าที่ทอขึ้นใช้ มิใช่มีเพียงผ้าฝ้าย ผ้าปอกัญชาเรียบๆ เท่านั้น หากแต่ยังมีผ้าไหมด้วย

                         1.ก่อนสมัยสุโขทัย และในสมัยสุโขทัย

                         การแต่งกายก่อนสมัยกรุงสุโขทัย หรือแม้แต่สมัยกรุงสุโขทัยเอง ยังรู้กันแต่เพียงคร่าวๆ เพราะหลักฐานต่างๆ ยังไม่แน่นหนาพอ เมื่อ 700 กว่าปีก่อนโน้น ไม่มีคนเขียนหนังสือ ไม่มีโรงพิมพ์ ตัวจารึกและหลักฐานทางโบราณคดีที่พบส่วนใหญ่ ก็จำกัดแต่เรื่องทางศาสนา และเรื่องของพระมหากษัตริย์เป็นหลัก ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการแต่งตัว การละเล่นอันเป็นเรื่องปลีกย่อย ดังนั้น เมื่อจะศึกษาเรื่องทำนองนี้จึงอาศัยในการตีความจากสิ่งที่พบเห็น เป็นต้นว่า จากรูปนั้น รูปเขียน จากเศษภาชนะ แล้วนำมารวบรวมปะติดปะต่อ ถูกบ้าง ผิดบ้าง ยังไม่เป็นที่ยุติแต่อย่างใด

                         ก่อน พ.ศ.2510 นายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากร มีความสนใจ ขอให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรศึกษาแบบอย่างการแต่งตัวสมัยโบราณจากภาพปั้นหล่อจำหลักของศิลปวัตถุ และต่อมาได้ให้ศิลปินกรมศิลปากรประดิษฐ์ท่ารำประกอบขึ้น สำหรับแสดงเรียกกันว่า “ระบำโบราณคดี” ได้แบ่งย่อยออกเป็น 5 ชุด ได้แก่ ระบำทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน และสุโขทัย แล้วหลังจากนั้น ยังได้จัดพิมพ์หนังสือ “สมุดภาพแสดงเครื่องแต่งกายตามสมัยประวัติศาสตร์และโบราณคดี” ออกเผยแพร่

                         การค้นพบและการสันนิษฐาน “การแต่งกาย” สมัยต่างๆ

                         สมัยทวารวดี กรมศิลปากร ได้ค้นพบภาพปูนปั้นที่ ต.คูบัว จ.ราชบุรี เป็นรูปหญิงนักดนตรี 5 คน และรูปปั้นชายหญิง เทวดาอื่นๆ อีกหลายชิ้น ประมวลได้คร่าวๆ ว่า หญิงสมัยทวารวดี ไว้ผมยาว เกล้ามวยเป็นจอมสูงขึ้นไปกลางศีรษะ ท่อนล่างนุ่งผ้าผืนเดียว ท่อนบนห่มสไบ มีเครื่องประดับ เช่น ต่างหู กำไล แขน เป็นต้น ส่วนผู้ชายไว้ผมทรงสูง นุ่งผ้าทั้งสั้นและยาว ไม่สวมเสื้อ นิยมใส่ต่างหู และมีกำไลแขนเหมือนผู้หญิง ทั้งสองเพศไม่สวมรองเท้า

                         สมัยศรีวิชัย กรมศิลปากร สันนิษฐานว่า ทั้งหญิงและชาย ไว้ผมยาว นุ่งและห่มผ้า มีต่างหู กำไล เป็นเครื่องประดับ

                         สมัยลพบุรี ยังเป็นลักษณะนุ่งและห่ม แต่หลักฐานที่น่าสนใจ ได้แก่ รูปจำหลักที่นครวัด ซึ่งแสดงขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมัน มีแถวทหารสยามประกอบอยู่ด้วย น่าสังเกตว่าทหารสยามนุ่งผ้าคล้ายกระโปรงและสวมเสื้อ ผ่ากลาง มีดอกดวงสวยงาม

                         สมัยเชียงแสน หญิงและชายนุ่งห่มผ้า ไว้ผมทรงสูง หลักฐานยังคงขาดกระท่อนกระแท่นเหมือนยุคต่างๆ ที่ผ่านมา เพราะจะใช้การแต่งกายจากพระพุทธรูป เทวรูป นางอัปสร มาเป็นมาตรฐานตายตัวมิได้ ที่เราเห็นในขบวนแห่สัมยใหม่ มีผู้ชายนุ่งผ้าแบบโจงกระเบน สวมเสื้อแขนยาวบ้าง ไม่สวมบ้าง หญิงไว้ผมยาว มีผ้าแถบคาดหน้าอก หรือห่มสไบนั้น ได้แบบอย่างมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดภูมินทร์ จ.น่าน ซึ่งเป็นภาพที่วาดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แล้วมิใช่หลักฐานเมื่อ 700 กว่าปีก่อนแต่อย่างใด

                         สมัยกรุงสุโขทัย การแต่งกายสมัยสุโขทัย ยังแลเห็นเป็นเงาๆ ไม่สู้กระจ่างเช่นเดียวกัน แต่จะดีกว่าสมัยอื่นบ้าง ก็ตรงมีเครื่องถ้วยสังคโลกรูปชายหญิงเป็นหลักฐาน พอช่วยเทียบเคียงอยู่บ้าง แต่รายละเอียดยังขาดตกบกพร่อง

                         จากพระราชนิพนธ์ “ขอมดำดิน” ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 ทรงกำหนดการแต่งกายของตัวละครยุคนั้น ว่า

                         “ชาวเมืองสุโขทัย แต่งตัวต่างๆ กัน นุ่งกางเกงเฉยๆ นุ่งผ้าทับกางเกงบ้าง เสื้อมีแขนบ้าง ไม่มีแขนบ้าง ใส่หัวผมสูง โพกผ้าสีต่างๆ ฤาไม่โพก บ้างก็ได้ ผู้หญิงนุ่งจีบ ห่มตะเบงมาน ผ้าสีต่างๆ เกล้าผมสูง…” เฉพาะเรื่องทรงผมนั้นทรง “เชื่อแน่นอน” ว่าไทยในสมัยพระร่วงไว้ผมสูงแน่นอน ทรงอ้างว่ารูปที่ปรากฏในโบราณสถานเป็นพยานอยู่ แต่เรื่องเสื้อ-กางเกง มิได้ทรงยืนยันว่า เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น

                         2.สมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893-2310)

                         เมื่อแว่นแคว้นสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงในพุทธศตวรรษที่ 20 กรุงศรีอยุธยาได้ต่อยๆ เจริญรุ่งเรืองขึ้น และมีอำนาจแทนแว่นแคว้นอื่นๆ จนในที่สุดสามารถปกครองเมืองต่างๆ นับเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรได้

                         ในเรื่องการนุ่งห่ม มีกฎมณเฑียรบาลตราขึ้นใน พ.ศ.1901 สมัยพระเจ้าอู่ทอง หรือเมื่อ 500 ปีกว่ามาแล้ว ความว่า “ขุนหมื่นพระกำนัลก็ดี ราชยานก็ดี อภิรมก็ดี โภกหูกระต่าย เสื้อขาว นุ่งขาว ผ้าเชิงวรรณ” เมื่อผู้ใดทำศึกชนะ ก็จะได้รับพระราชทานรางวัลเป็นขันเงิน ขันทอง และ “เสื้อผ้า” เสื้อผ้าที่ได้รับพระราชทานไปมีข้อบอกไว้ว่า ควรนุ่งห่มด้วยประการอันชอบ คือ ในงานพระราชพิธี เช่น ตรุษสารท หรือมีการมหรสพหรือโดยเสด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้อนี้ต้องการแสดงให้เห็นว่า เสื้อไทยมีหลักฐานมานาน ไม่ต่ำกว่า 500 ปี แต่เราไม่สวมกันทุกวันอย่างสมัยปัจจุบัน

                         3.สมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ.2313-2325)

                         สมัยกรุงธนบุรี ระยะเวลาเพียง 12 ปี การแต่งกายของคนไทยคงจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา เพราะเมื่อล่วงมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังเห็นเค้าการแต่งกายคล้ายสมัยกรุงศรีอยุธยาอยู่

                         4.สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

                         การแต่งกายในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ยังคงเป็นอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เสื้อผ้าผู้ชายยังปล่อยท่อนบนเปลือยหรือพาดผ้าบ้าง สวมเสื้อผ้าบ้าง ตามแต่โอกาส มีที่น่าสังเกตว่า ในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) กล่าวไว้ตอนท้ายว่า “…ถ้าฤดูหนาว เจ้าทรงเสื้อสีชั้นเดียว คาดส่านบ้าง แพรสีบ้าง ขุนนางสวมเสื้อเข้มขาบอัตลัดแพรสี 2 ชั้น ที่ได้พระราชทานเสนาบดี คาดส่าน ถ้าวันไหนที่ไม่หนาว หรือฤดูร้อน ผู้ใดสวมเสื้อเข้ามาก็ไม่โปรด...”

                         ผู้หญิง ท่อนบนห่มสไบเฉียงหรือคาดผ้าแถบพันรอบอกแล้วห่มสไบทับหรือหากต้องการให้กระชับ เมื่อเวลาทำงาน เช่น ตำข้าว ก็ “ห่มตะเบงมาน” คือห่มไขว้

                         สมัยรัชกาลที่ 4 (เป็นต้นมา)

                         เป็นยุคทองของการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงไปตามแบบตะวันตก เช่น โปรดให้มีการสวมเสื้อเข้าเฝ้าฯ เป็นธรรมเนียม “...ดูคนที่ไม่ได้สวมเสื้อเหมือนเปลือยกาย ร่างกายจะเป็นกลากเกลื้อนก็ดี หรือเหงื่อออกมาก็ดี โสโครกนัก...” จากพระราชดำรัส ร.4

                         ครั้นในรัชกาลที่ 5 ถึงขนาดปรับปรุงเครื่องแบบข้าราชการพลเรือนและทหาร ตลอดจนมีการเกิดเสื้อราชปะแตน ด้วย

                         ถ้าฝรั่งนายนั้น นิโกลาส์ แชรแวส ได้รับรู้ จากสยาม เป็นไทย “อาชีพช่างตัดเสื้อมิได้อัตคัด แถมแฟชั่นล้ำยุค ล้ำสมัยด้วย” คงอยากกลับชาติมาเกิดแน่เลย

                                                                       อาชีพช่างตัดเสื้อ                         อัตคัด

                                                        อากาศสยามร้อนจัด                                   บอกให้

                                                        ท่อนบนเปลือยแจ้งชัด                                 ดั่งรูป เห็นนา

                                                        สยามเป็นไทยนั่นไซร้                                 เพรียบพร้อมนานา

                                                                                                                         (พรโสภา ร้อยกรอง)

           


รูปปูนปั้นหญิงนักดนตรีสมัยทวารวดี ไว้ผมยาวเกล้ามวยสูง พบที่ ต.คูบัว จ.ราชบุรี



 




นำเสนอข่าวโดย : กนกอร เพ็ญรุ่งศศิธร,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :