ดึกแล้วนะเนี่ย แต่ความขยันดันปรี๊ดขึ้นมาจนนอนไม่หลับ เลยมาเขียนคอลัมน์ส่งน้าดีกว่า แบบ “บิ้ว” อารมณ์ให้ง่วงอย่างมีคุณค่า
อยากจะเล่าให้น้าฟังว่า มีเพื่อนนักเรียนอเมริกันมาขอสัมภาษณ์หนูเพื่อทำรายงานเรื่องประเทศไทย
เขาคิดว่าหนูเป็นคนไทย แล้วจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับประเทศไทยล่ะซิ
หนูก็คิดเหมือนเขาเปี๊ยบเลยแหละ คิดว่าตัวเองรู้แบบ “วงใน” ซะด้วยนะ
พอดี๊...ตอนให้สัมภาษณ์ หนูกำลังเรียนวิชาสังคมวิทยา 111 ก็เลยได้อ่านหนังสือที่เขียนโดยอาจารย์ริชาร์ด เชฟเฟอร์
แกมีข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยหลายอย่างที่น่าสนใจ และ “อัพเดท” พอควรเพราะเป็นฉบับของปี 2010
ถึงแม้ว่าแกจะไม่ได้ “วิเคราะห์” อะไรเรามากมาย เหมือนอย่างที่แกเขียนถึงเมืองจีนหรืออินเดีย เพราะว่านี่ก็เป็นสังคมวิทยาเบื้องต้นๆ อยู่ แล้วก็แหม นะน้า บ้านเราขนาดจิ๋วเดียว บ่อน้ำมงน้ำมันอะไรก็ไม่มี
แต่เขามีก็กราฟ มีแผนภูมิแสดง “ที่ยืน” ของทุกประเทศบนโลกนี้ แล้วก็มีประเทศเล็กๆ ของเราปรากฏอยู่ด้วย อย่างเช่นว่า...เอาเรื่องเบาะๆ ก่อนนะน้านะ
รายได้ต่อหัวของคนไทยเมื่อปี 2005 อยู่ระหว่าง 3,100-7,995 เหรียญต่อปี (คือตกเดือนละ 7,000 บาทต่อคน) ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเปรู เอกวาดอร์ ยูเครนและจีน ส่วนกลุ่มที่ถัดจากเราก็คือกลุ่มสุดท้ายที่จัดว่าเป็นประเทศยากจน
ในวงเล็บว่า อินเดีย อันเป็นประเทศที่คนไทยคิดว่าเขายากจนกว่าเราอยู่เสมอ รายได้ต่อหัวของเขากลับมากกว่าเรา คืออยู่ที่ 8,000-19,100 เหรียญต่อปี (เดือนละราว 20,000 บาทต่อคน)
หนูก็แย้งอาจารย์ไปว่า เปรียบเทียบอย่างนี้มันก็โอเคอยู่ แต่ว่าเป็นการเปรียบโดยไม่ได้นำเอาค่าครองชีพที่แท้จริงไปคิดคำนวณด้วย แล้วจะมาว่าเราจนได้ไง เช่น ผัดไทยที่อเมริกาจานละ 300 บาท ไปนั่งกินอยู่บ้านเราก็ได้ตั้ง 4-5 จาน
แล้วเขายังจัดระดับความจนของเราให้ลึกล้ำเข้าไปอีก คืออยู่ในพวก “จนเรื้อรังในบางกลุ่ม” หมายความว่าไม่ได้จนกันทุกคน แต่ว่าเป็นความจนที่รักษาไม่หาย เฮ้อ
ประเด็นสำคัญก็อย่างเช่น รัฐบาลของเรามีการแทรกแซงด้านข้อมูลข่าวสารในระดับสูงเกือบที่สุด หรือเป็นอันดับที่ 4 ถ้าวัดจากแทรกแซงน้อยไปหามากด้วยค่า 1 ถึง 5
ข้อนี้หนูว่ามันก็คงจริง และจะจริงขึ้นเรื่อยๆ ถ้ารัฐบาลมุ่งจะปิดตาประชาชนด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
ส่วนประเด็นความสงบสุขภายในประเทศ เอ่อ...อันนี้ทำให้หนูฉุน (ว่ะ) น้า
คือถ้าเรียงจากความสงบสุขน้อยไปหามากจาก 1 ถึง 5 ในปี 2008 บ้านเราได้แค่อันดับสอง อันดับเดียวกับเม็กซิโก ปากีสถาน อัฟกานิสถานและพม่า ขณะที่อเมริกาอยู่ในระดับสาม ส่วนออสเตรเลียปลอดภัยที่ซู้ด ได้อันดับห้า
หนูก็รู้ว่าบ้านเราไม่ค่อยสงบสุขนะ คือมีปัญหาภาคใต้อยู่ด้วย ด้านเขมรด้วย แต่รับไม่ค่อยได้เลยไอ้ที่ว่าจะวุ่นวายถึงระดับเดียวกับอัฟกานิสถานเนี่ย นี่ขนาดเขาวัดก่อนปีที่เสื้อแดงจะเผาเมืองตั้งสองปีแล้วนะน้า
พอมาถึงเรื่องโรคเอดส์และการคอรัปชั่น ก็คงจะต้องขอจบการรายงานข่าวเพียงเท่านี้ เพราะว่าอายเขา!
...ก็ถึงว่า ที่หนูคิดว่าหนูคือคนที่รู้จักประเทศไทยดีที่สุดในรัฐอินเดียนา เอาเข้าจริง เหมือนจะรู้จักแต่ข้อดีอย่างเดียว แล้วก็มาฉุนเฉียวเอากับหนังสือเรียนที่เขาเอาเราไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นบ้างอะไรบ้าง
หนูกลับมานั่งคิดว่า ประเทศไทยของเราจำเป็นหรือเปล่าที่จะต้องมีรายได้ต่อหัวประชากรสูงกว่าอินเดีย แต่มีช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยอย่างมหาศาล
จำเป็นหรือเปล่าที่เราจะต้องมีคนจบปริญญาสูงกว่าเกาหลีใต้และแคนาดา ที่ประชากรอายุ 25-64 ปีของเขา ร้อยละ 23 จบปริญญาตรี แต่สิ่งที่เราเรียนกลับเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ หรือว่าต้องตกงานเพราะเศรษฐกิจ
แล้วก็จำเป็นหรือเปล่าที่ชาวนาของเราจะต้องมี “บัตรเครดิต” ในเมื่อมันเป็นการเพาะนิสัยการใช้เงินของคนอื่น แถมยังเป็นเงินในอนาคต
หนูคิดอยู่เสมอว่า ในสังคมๆ หนึ่งต้องมีการแบ่งหน้าที่กัน ถ้าเด็กไทยทุกคนโตขึ้นเป็น “นักล่าฝัน” เข้าบ้าน “อะคาเดมี่ฯ” กันหมด ใครจะดูแลป่าไม้ ดูแลเด็กกำพร้า รักษาโรคมะเร็ง ใครจะปลูกข้าวให้เรากิน เราจะไม่ต้องซื้อข้าวจากเวียดนาม หรือร้ายเข้าไปอีก ซื้อจากญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นอดีตลูกค้าข้าวรายใหญ่ของเราหรอกหรือน้า
แม่ครัวคนไทยที่หนูรู้จัก แกเป็นคนอุดรธานี มักจะเล่าด้วยความภูมิใจว่า เดี๋ยวนี้ลูกหลานในหมู่บ้านเลิกทำนากันไปหมดแล้ว เพราะอุดรฯ “เจริญ” เด็กสาวๆ กลัวผิวไม่ขาวเหมือนนักร้องเกาหลี เลยพยายามเรียนหนังสือกันสูงๆ
ประเทศไทยอยู่ได้เพราะส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ไม่มีใครอยากทำนาเพราะดาราเกาหลี เวรกึมจริงๆ
ปัจจุบันการทำนาก็เลยเป็นอาชีพของคนแก่ หรือไม่ก็ยกให้เป็นภาระของแรงงานต่างด้าว
...ทีข่าวสารอย่างนี้ล่ะ รัฐบาลไม่มา “แทรกแซง” ปล่อยให้เยาวชน “หลงทาง” กันไป
มิน่าล่ะ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ถึงเคยริเริ่มนโยบาย “เซ้ง” นาไทยให้นายทุนซาอุฯ แล้วเปลี่ยนชาวนาไปเป็นลูกจ้างเขาแทน ก็เพราะทุกคนคิดว่าชาวนาเป็นอาชีพของคนจน หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน จนกระทั่งไม่มีใครสนใจแล้ว
เอาล่ะ ต่อไปนี้เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของหนูถ้าหนูได้เป็นนายกฯ หญิงคนต่อไป...แต่น...แตน...แต๊น
หนูจะให้กระทรวงศึกษาฯ วางแผนการศึกษาซะใหม่ร่วมกับทุกกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมฯ
อาชีพไหนเป็นอาชีพที่เหมาะแก่คนไทยในส่วนภูมิภาคหรือส่วนในเมือง...จัดไป ยกตัวอย่างนะน้า
ใครสนใจทางด้านปลูกข้าวมาทดลอง “ฝึกงาน” เรียนกับชาวนาไทยตัวจริงเป็นขั้นแรกเพื่อดูว่าจะไหวไหม เสร็จแล้วส่งต่อไปเรียนเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่ญี่ปุ่น ขั้นต่อไปมาศึกษาตลาดที่อเมริกา ที่จีน ที่ไหนๆ ที่นำเข้าข้าว เพื่อจะได้รู้ว่าทำไมบางแห่งถึงซื้อข้าวเวียดนาม ทำไมบางแห่งถึงซื้อข้าวของเรา
ที่สำคัญไปกว่านั้น คือต้องเรียนในแง่ของการเงินและการจัดการหนี้สินด้วย
ดูเฉยๆ เรียนเฉยๆ อย่างเดียวก็ไม่ได้นะ ต้องส่งงานวิจัยมา เปรียบเทียบข้อแตกต่างและแจกแจงข้อเสนอแนะ
หาชาวนาตัวจริงที่อยากพัฒนาที่ดินของตัวเอง แต่ไม่มีคนช่วย หรือไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนให้นักเรียนกลุ่มนี้ไปทำงานหาประสบการณ์ด้วย แจกทุน แจกพันธุ์ข้าวให้ไป แทนที่จะแจกบัตรเครดิต
อาชีพสำหรับคนในเมืองมีอาชีพไหนเป็นที่ต้องการในระยะสิบปียี่สิบปีนี้ ก็แจกแจงกันไป หาทางส่งเสริมทั้งทางตรงบ้างและทางลัด อย่าไปมุ่งแต่จะจบปริญญาเอาประกาศนียบัตรมาจับฝุ่นข้างฝาบ้านแต่อย่างเดียว
สมมตินะน้า ว่าเราพักเรื่องจะทำอย่างไรถึงจะทันสมัยเหมือนญี่ปุ่น การเมืองมั่นคงเหมือนอเมริกา หรือขาวเหมือนเกาหลี แล้วหันมารวมสมองกันก่อนว่าเรามีทรัพยากรมนุษย์และความถนัดอะไรบ้างที่จะใช้สร้างความเข้มแข็งในระดับบุคคลเป็นขั้นแรก และในระดับหมู่บ้านเป็นขั้นต่อไป
เรามองภาพรวมจากข้างนอกเข้ามาเพื่อให้เห็นปัญหาชัดเจนขึ้น แต่เราต้องพัฒนาจากภายในออกไป โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่สุดก่อน เพื่อให้พื้นฐานของเราแข็งแรงด้วยจิตสำนึก ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงการใช้เงินเป็น “เบ็ด”
เพราะถ้าเรา...คนไทยทุกคน มี “จุดอ่อน” คือทำอะไรเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว เพราะเราชอบใช้ชีวิตให้ง่ายเข้าว่า เราก็จะเหมือนปลาที่จะว่ายน้ำมุ่งเข้าไปฮุบตัวหนอนใกล้ตาย ที่เขาใช้ล่อเราไว้ในระยะสั้นๆ
...แล้วเราก็จะกลายเป็น “เหยื่อ” ไปซะเอง
อย่าลืมว่า คนที่หาประโยชน์จากเราไม่ได้มีแต่คนต่างชาติเท่านั้น คนไทยด้วยกันที่รู้จุดอ่อนข้อนี้แล้วทำกันเองนี่แหละแสบที่ซู้ด
หนูว่า เมื่อเรายอมรับความจริงได้ว่าเราจะไม่ร่ำรวยเหมือนประเทศมหาอำนาจเขา แต่เราจะสร้างคนให้เข้มแข็งและสร้างจุดยืนที่พอดีกับปากท้องของเราได้ เราก็พอจะมีทางค่อยๆ แก้ปัญหาของเราจากระดับเด็กไปถึงผู้ใหญ่ได้
หนูอ่านรายงานเรื่องประเทศไทยจากเพื่อนคนที่มาสัมภาษณ์หนูไป แล้วก็ปวดหัวกับข้อมูลผิดๆ ถูกๆ ที่ (มัน) ดั๊นเอาไปผสมกันเหมือนยำวุ้นเส้นคลุกกับลาบเป็ด ทำให้หนูเข้าใจเลยว่า ไอ้ที่หนูคิดว่าหนูรู้จักประเทศไทยพอที่จะอธิบายถึงที่มา ที่ไปและจุดยืนของเราได้นะน้า หนูเข้าใจผิด
เข็ดแล้วล่ะน้า ตานี้ถ้ามีใครมาขอสัมภาษณ์เป็นทางการอย่างนี้อีก หนูจะไล่ให้เขาไปอ่านตำราของอาจารย์เชฟเฟอร์ ดีป่ะ...น้าว่า
หนูเองจ้ะ.