คนอยู่เมืองนอก
โดย...ปาริชาต โชติกเสถียร
ต้นไม้ต้นเดียว

โดย ปาริชาต โชติกเสถียร

 

น้าจ๊ะ...

อีกไม่กี่เดือน คนไทยก็จะได้มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองกันอีกแล้วเนอะ

ปกติหนูค่อนข้าง “ห่าง” กับเรื่องการเมือง แต่มางวดนี้อดตื่นเต้นไม่ได้เลยน้า ว่าพรรคไหนจะได้เสียงข้างมาก ใครจะเป็นนายกฯ คนต่อไป

แอบอ่านที่น้าเขียนไว้ใน “เปิดเล่ม” ของอาทิตย์ที่แล้ว ถึงตัวเลขที่นิด้าโพลระบุว่า พรรคเพื่อไทยคงจะนำพรรคประชาธิปัตย์อยู่ประมาณร้อยละ 3 หน่อยๆ แต่ความหวังของหนูยังอยู่ที่ “สวิงโหวต” หรือกลุ่มที่จะเป็นตัวตัดสิน ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหน ที่ว่ามีอยู่ถึงร้อยละ 52.87

ภายในช่วงเวลาไม่ถึงเดือนก่อนวันเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2554 นี้ หนูอยากให้คนไทยทุกคนคิดและคิด ถึง “บทเรียน” ที่เราได้รับมาจากความแตกแยกเมื่อปีที่แล้ว

ให้นึกถึงความรู้สึกในวันนั้น ทั้งความเสียใจ ความโกรธ ความสูญเสีย ความอัปยศที่เราได้รับ

ก่อนที่จะกากบาทลงในบัตรเลือกตั้ง ขอให้คิดและทบทวนว่าคนที่เรากำลังจะเลือกเข้าไปนั้น เขามีแนวโน้มว่าจะ “รับใช้” เรา หรือจะ “หลอกใช้” เรากันแน่

สิทธิในการเลือกตั้ง ก็เหมือนจอบเหมือนเสียม ที่คนไทยแต่ละคนจะช่วยกันคนละแรง ใช้ขุดรากถอนโคนนักการเมืองและพรรคการเมืองเน่าๆ ให้หมดไปจากสภาก็ได้

หรือจะใช้เพื่อช่วยกันพรวนดิน ให้นักการเมืองเน่าๆ พวกนั้น ยิ่งฝังราก ฝังโคน ลึกลงไปทุกทีๆ ในพื้นดินของประเทศไทย เข้าไปสูบเอาความอุดมสมบูรณ์ไปจากพวกเราจนหมดก็ได้

”กากบาท” หนนี้จึงต้องมีความหมาย

เห็นจากในข่าว ที่น้องๆ นักศึกษาจากหลายสถาบันออกมาช่วยกันรณรงค์การเลือกตั้งไปตามท้องถิ่นต่างๆ แล้ว หนูก็อยากเป็นกำลังใจให้ อยากจะบอกน้องๆ ว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ก็อย่าไปท้อถอย

...หนูรู้ น้าก็รู้เนอะ ว่าคนไทยรุ่นใหม่ที่ใส่ใจในความเป็นไปของประเทศชาติคาดหวังอะไร และเอือมระอากับอะไร

            ในไม่ช้า นักการเมืองหน้าเก่าๆ ที่คอยเล่นกลล้วงตับล้วงไส้เข้าๆ ออกๆ เหมือนปาหี่ให้เราดูกันหลายสิบปี ก็จะค่อยๆ ตายไป รุ่นใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นมา ก็สมควรที่จะรู้ว่าคนไทยเจเนอเรชั่นใหม่ “ไม่หมู”

            คือเราเข้าใจแล้วว่าเราคือ “ผู้เลือก” และรู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่

            การสร้างความเข้าใจในสิทธิการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นที่น้องๆ ทำอยู่ คือสิ่งที่จำเป็นที่สุด มันอาจจะไม่เห็นผลในเวลาสั้นๆ เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่าซับซ้อนมีหลายมิติ

แต่ถ้าได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและมีระบบ ประกอบกับการศึกษาภาคบังคับที่สูงขึ้น ข้อมูลข่าวสารที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ก็จะช่วยผลักดันให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แจ่มใสขึ้นบ้าง

            ...น้าว่าป่ะ

            แล้วหนูก็อยากจะอุปมาอุปไมยให้น้องๆ นักศึกษาฟังว่า ต้นไม้หนึ่งต้นเปรียบเหมือนคะแนนเสียงของคนไทยหนึ่งเสียง ต้นเดียวย่อมจะไม่สามารถทำให้ภูเขากลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้ แต่ถ้าทั้ง 60 ล้านต้นมารวมกัน แม้ว่าจะแตกต่างกันที่พันธุ์ของต้นไม้บ้าง เช่น บางต้นชอบฝน บางต้นชอบแดด ทำหน้าที่ให้ดอกผลและร่มเงาที่ต่างกันไป

แต่เมื่อมายืนอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กันแล้ว เราก็เป็น “ปอด” ช่วยฟอกอากาศเน่าๆ ให้เมืองไทยได้ไม่แพ้ป่าอะเมซอนซึ่งถือเป็นปอดของโลก นะน้องนะ

            หนูคงเคยเล่าให้น้าฟังไว้นานแล้ว เรื่องพี่โชเฟอร์แท็กซี่ที่เมืองไทยคนหนึ่ง พอพี่เขารู้ว่าหนูมาจากอเมริกาแกก็ถามหนูว่า การเมืองของไทยกับการเมืองของอเมริกาต่างกันตรงไหน ทำไมเขาถึงประสบความสำเร็จกว่าเรา

            หนูก็ตอบไปตามตรงว่าเรื่องระบบการจัดการเลือกตั้งก็แตกต่างกันอยู่ แกควรที่จะต้องนั่งเครื่องการบินไทยมาถามน้า จึงจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องกว่าที่หนูจะโม้ให้แกฟังซะเอง

แต่ในระดับของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเนี่ย หนูบอกได้เลยว่าคนอเมริกันเขามักจะให้ “คุณค่า” ของเสียงหนึ่งเสียงที่เขามี มากกว่าที่พี่น้องไทยเรา “ประเมิน” ราคาเสียงหนึ่งเสียงของพวกเรามาก

เราคิดแต่ว่าเลือกใครๆ มาก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปเลือก เลือกมั่วๆ โดยไม่ศึกษานโยบาย เลือกเพราะเป็นพวกพ้อง เลือกเพราะผู้ใหญ่บ้านสั่งมา หรือเลือกเพราะเขาให้เงิน โน่นนี่นั่น

และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว จะพอใจไม่พอใจ (ก็บ่นกันไป ด่ากันไป) แต่เขาจะยอมรับเสียงส่วนมาก ให้โอกาสพรรคๆ นั้น ประธานาธิบดีคนนั้นแสดงฝีมืออยู่สี่ปีเต็มๆ ถ้าไม่ดีหรือไม่ถูกใจก็ไม่เลือกกลับเข้าไปอีก

เมื่อท่านประธานาธิบดีคนนั้นสอบตกในสมัยที่สอง ก็จะไม่ไปชวนใครเขามาเผาบ้านเผาเมือง อะแฮ่ม!

เขาก็จะย้ายออกจากทำเนียบขาวไปทำมาหากินอย่างอื่นต่อไป ซึ่งถือเป็นการให้ความเคารพต่อเสียงส่วนมากของประชาชนเช่นเดียวกัน

ฟังดูง่ายๆ เข้ารูปเข้ารอยอย่างนี้ ก็ใช่ว่าอเมริกาจะเป็นแดนสวรรค์ ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา

ก็คือๆ กันกับบ้านเราน่านแหละ

ปัญหาเศรษฐกิจ คนรวย คนจน สีผิว เชื้อชาติ ศาสนาที่เคยมีอยู่ ก็ยังมีอยู่ต่อไป นักการเมืองที่ถูกจับได้ว่าโกงเงินในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือมัวหมองเพราะรับสินบนจากนักล็อบบี้ รวมทั้งมีข่าวคาวๆ ก็มีให้เห็นกันอยู่ประจำ

ซับเหงื่อกันยังไม่ทันหมาดก็นี่เลย ส.ส.แอนโทนี วีนเนอร์ พรรคเดโมแครต ที่ “ทวีต” รูปล่อแหลมกับสาวผ่านทางทวิตเตอร์

แอนโทนีเอ๊ย...ตัวเอง...นามสกุลตัวเองก็นะ เฮ้อ! ยังจะไม่ระวังอีก

เขาอาจจะต่างกับนักการเมืองบ้านเราอยู่นี๊ดส์...นึง คือเมื่อถูกเปิดโปงแล้วก็มักจะหายหน้าไป

...คงรู้สึกอายเป็นอยู่มั่งอะไรมั่ง

หนูไปเจอคำกล่าวอันหนึ่งเข้า เป็นของ แฟรงค์ “คิน” ฮับบาร์ด นักเขียนการ์ตูนล้อการเมืองช่วงปี 1900 อ่านแล้วทำให้คิดถึงสัจธรรมที่ว่ากาลเวลาและสถานที่ไม่เคยเปลี่ยนมิติทางการเมือง

            ปู่แฟรงค์แกบอกว่า “We’d all like to vote for the best man, but he is never a candidate.”

            อ่านแล้วต้องทำเสียงหึๆ ในลำคอ...คือขำแต่ขมขื่น และเห็นด้วยว่าใครๆ ก็อยากเลือกคนที่ดีที่สุดมาบริหารบ้านเมือง แต่คนๆ นั้นทำไมไม่มาลงสมัคร (วะ)

            แกพูดประโยคนี้เมื่อ 100 กว่าปีก่อน แล้วก็พูดอยู่ที่อเมริกานี่ แต่มันยังเป็นความจริงข้ามชาติอยู่เลยอ่ะน้า...คิดดู!

            ก็เอาเป็นว่า เราคงต้องเลือกเอาพรรคที่เราไว้ใจได้มากที่สุดจากที่มีอยู่ เลือกอย่างมีสติ โดยไม่ยอมสับสนระหว่างอำนาจและความถูกต้อง

และขอให้ไปเลือก...เถอะ เพราะมันเป็นก้าวสำคัญของความเป็นประชาธิปไตย

            เนอะน้าเนอะ

                                                                                                หนูเองจ้ะ.

             




 




นำเสนอข่าวโดย : กนกอร เพ็ญรุ่งศศิธร,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :