18:00 น.
น้าจ๊ะ...
ถ้าน้าได้มีโอกาสโพสต์บทความงวดนี้ ก็แปลว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2011 ตอน 6 โมงเย็น (ตามเวลานิวยอร์ค) ตามที่ ลุงแฮโรลด์ แคมปิ้ง ดีเจรายการวิทยุของคริสเตียน ชาวแคลิฟอร์เนีย แกทำนายไว้
...และหรือ เราสองคนรอดชีวิตมาได้ ประมาณนี้แหละน้า
ตามคำทำนายของลุงแคมปิ้ง (ซึ่งเคยทำนายผิดมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 1994 แต่ไม่ยักเข็ด) แกบอกว่าวันนี้เป็นวันที่พระเยซูจะกลับมาอีกครั้งและช่วยให้ผู้ที่นับถือนิกายเดียวกับลุงดีเจวัยแปดสิบคนนี้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกได้พ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้และไปสิ้นสุดในวันที่ 21 ตุลาคมปีเดียวกัน อันเป็นวันสุดท้ายที่พระเจ้าจะทำลายโลกให้สิ้นซาก หรือที่เรียกกันว่า “ดูมส์เดย์”
ตอนที่หนูเริ่มพิมพ์ต๊อกแต๊กๆ อยู่นี่เป็นเวลา 4 โมง 20 นาทีของวันที่ 21 นี่แหละน้า
ถึงหนูจะไม่ได้เชื่อได้เช่ออะไรกับแก แต่เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าภัยธรรมชาตินี่ก็เกิดขึ้นเสมอๆ อยู่แล้ว อย่างตอนที่เกิดสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนก่อน ก็เกิดขึ้นเฉยๆ แบบไม่ต้องทำนงทำนายกัน หรือแบบที่เกิดกับบ้านเราเมื่อหลายปีที่แล้วก็ยังเกิดได้เลย
จึง ขอแอบๆ มองดูนี๊ดนึง ว่านกกาหลังบ้านมันแตกตื่นกันมั่งหรือเปล่า
เขาบอกว่าสัตว์ทั้งหลายมักจะมีสัญชาตญาณเมื่อภัยกำลังจะมาถึง
ณ นาทีนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะยัง “โอ” อยู่จ้ะ
ในฐานะชาวพุทธ หนูเชื่ออยู่เสมอว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ เราไม่ตายจากภัยธรรมชาติ เราก็ตายด้วยวิธีอื่นอยู่ดี
และในฐานะชาวพุทธซึ่ง (พยายามจะ) ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาทอีกนั่นแหละ เลยขอถามตัวเองว่าอยากทำอะไรอีกบ้าง ในเวลาที่เหลืออยู่ชั่วโมงกว่าๆ นี้
เมื่อเช้าได้สื่อสารกะแม่ผ่านมือถือนิดหน่อย แต่ขืนโทรไปหาแม่ที่เมืองไทยตอนนี้ สงสัยจะโดนแม่ “ดูมส์เดย์” มาให้ โทษฐานที่โทรไปปลุกตอนตีสามกว่าๆ
เลย “บีบี” คุยเล่นกะน้องชาย และ “เฟซบุ๊ก” กับเพื่อนบ้างอะไรบ้าง เผื่อๆ ไว้น่ะน้า
แล้วก็เขียนบทความไปด้วย เผื่อว่าตายไปจริงๆ น้าจะได้ไม่สาปส่ง และถ้ารอดมาได้ก็จะได้มีงานส่งเป็นที่เชิดหน้าชูตาต่อไป เหอๆ
หนูคิดว่าหนู “เคลียร์” พอสมควร คือไม่ได้มีเรื่องคาใจกับใครที่จะต้องตามไปแก้ไขหลายคนนัก
และก็ถือตามคำกล่าวที่ท่านว่าๆ กันไว้ ว่าคนที่ไม่ชอบเรา ให้อธิบายอย่างไรเขาก็ไม่ยอมเข้าใจเราหรอก ส่วนคนที่รักเรา ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเลย เขาก็จะยังรักเราต่อไป
มีอะไรบ้างที่หนูยัง “ห่วง” อย่างหนักหนา ที่ทำให้รู้สึกว่ายังตายไม่ได้
คำตอบก็คือลูกชายทั้งสองคนซึ่งยังเด็ก
คือเมื่อเขาเริ่มพูดๆ กันเรื่องโลกแตก ไอ้ตัวโตเขาก็มาเปรยๆ เชิงถามๆ หนูว่าแม่กลัวมั้ย
หนูก็บอกว่า “กลัวซิ” แต่หนูก็อธิบายให้ฟังไปว่า ความตายอาจจะฟังดูน่ากลัว คือเพราะเรากลัวว่าจะตายอย่างทุกข์ทรมานหรือเปล่า แต่เมื่อตายไปแล้ว ก็หมดภาวะเจ็บปวด ทุกข์ยาก ทุกอย่างจบสิ้นไป
คนที่มีชีวิตอยู่หลังจากวันโลกาวินาศนี่ต่างหาก คือคนที่จะต้องอยู่ต่อไปอย่างลำบาก อยู่ต่อไปกับความสูญเสียโดยที่ชีวิตของตัวเองหรือของคนที่รัก วัฒนธรรม อารยธรรมของความเป็นมนุษย์อาจจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
ครอบครัวของคุณน้าข้างบ้านของหนูที่เมืองไทยเคยตกอยู่ในเหตุการณ์สึนามิ คือเมื่อคลื่นยักษ์ลูกแรกซัดเข้าฝั่งของเกาะพีพี มันก็ม้วนเอาเรือเร็วที่แกนั่งมาจนคว่ำ ตัวแกติดอยู่ใต้ท้องเรือ ส่วนลูกชาย ลูกสะใภ้และเพื่อนฝูงที่มาด้วยกันหายไป พอคลื่นลูกที่สองซัดเข้าฝั่งอีกครั้ง มันก็ม้วนเอาเรือเข้าฝั่งไปด้วยอีก คุณน้าหลุดออกมาจากใต้ท้องเรือได้ แวบที่เห็นลูกชายเดินมาตามชายหาด แกบอกว่ารู้ตัวว่ารอดตายแล้ว และนึกขอบคุณหลวงพ่อที่นับถือรวมทั้งเจ้ากรรมนายเวรที่ช่วยคุ้มครองลูกชายของแก
แต่ชีวิตของคุณน้านับจากวันนั้นก็ไม่เหมือนเดิมอีก แกเคยเป็นคนร่าเริงแจ่มใส ก็กลายเป็นคนเก็บตัว นอนไม่หลับและฝันร้ายเกือบทุกคืน ส่วนลูกชายกลับถึงบ้านก็เขียนบทความจากประสบการณ์ร่วมกับผู้ร่วมชะตากรรมคนอื่นๆ ในวันนั้น
น้องเขาเขียนในบทความว่า ต่อไปจากนี้เขาจะใช้ชีวิตเหมือนคนที่ “เก็บกระเป๋า” เตรียมพร้อมตลอดเวลา คือเขาจะไม่ “ยึดติด” กับ “สิ่ง” หรือ “ใคร” อีก ถ้าเขารักใครเขาก็จะบอกไปเลยว่ารัก ใครไม่รักเขา เขาก็จะให้อิสระกับคนๆ นั้นเต็มที่ เขาจะรักและดูแลพ่อแม่ และปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างดีที่สุด
และเมื่อถึง “วัน” ของเขา เขาก็จะ “เดินทาง” ได้อย่างสบายใจ โดยไม่รู้สึกเสียดายว่าน่าจะได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ กับคนนั้นคนนี้ ไว้ในตอนนั้นตอนนี้ เป็นต้น
ตั้งแต่หนูได้อ่านบทความของน้องเขา เมื่อปี 2004 หนูก็เริ่มพิจารณาหา “จุดยืน” ของตัวเองมาตลอด
พอเริ่มต้นคิดว่าถ้าเรามีชีวิตเหลืออีกแค่เท่านั้นเท่านี้ปี เราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อตัวเอง เพื่อลูก เพื่อพ่อแม่พี่น้อง เพื่อส่วนรวม
หลายปีที่ผ่านมานี้ หนูพยายามวิเคราะห์ว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วก็ค่อยๆ เลือกเดินไปตามเส้นทางนั้น ผิดบ้างถูกบ้าง สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างแต่หนูก็จะไม่ยอมแพ้หรอกน้า ถ้ายังมีชีวิตอยู่ หนูก็จะทำตามแผนของตัวเองไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ 6 โมงครึ่งของวันที่ 21 พฤษภาคม 2011 ไม่ขาดไม่เกิน หนูก็จัดว่ายัง “โอ” อยู่
ถึงแม้ว่าฝนจะตกหนักบ้างเบาบ้างมาเป็นเดือนแล้ว จนน้ำท่วมห้องใต้ดินเมื่อตอนต้นเดือน อาทิตย์ต่อมาระหว่างที่หนูขับรถอยู่บนฟรีเวย์ดีๆ ก็โดนแถเข้าข้างๆ จนประตูบุบไปเป็นแนว ยังไม่ได้ซ่อมเลย แล้วมาเมื่อวันพุธสะพานฟันที่ครอบไว้ก็หลุดผลัวะออกมา ปรากฏว่าต้องไปรักษารากฟันอีกแล้ว ทั้งเจ็บตัว ทั้งเสียตังค์นะเนี่ย
ถ้าไปบ่นกับเพื่อนๆ ฝรั่ง เขาก็จะพูดปลอบใจว่า “It could have been worse!”
แต่หนูว่าแค่นี้ก็อ่วมยิ่งกว่า “ดูมส์เดย์” แล้ว เนอะน้าเนอะ
หนูเองจ้ะ.