หนังภาคต่อโดยฝีมือการกำกับของ เจ.เจ. อับรามส์ ทำรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกไปประมาณ $70.6 ล้าน นับเฉพาะที่ฉายภายใน 3 วันระหว่างวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่หากนับรวมที่ฉายไปตั้งแต่คืนวันพุธและตลอดทั้งวันพฤหัสบดี จะคิดเป็นรายรับรวมทั้งหมด $84.1 ล้าน ซึ่งดูเหมือนเป็นตัวเลขที่ไม่น่าเกลียดอะไรเมื่อเทียบกับ Star Trek ภาคแรกเมื่อปี 2009 ซึ่งทำรายได้ในช่วงสุดสัปดาห์ไป $75.2 ล้าน และรวมการเข้าฉาย 4 วันครึ่งได้ $86.7 ล้าน
แม้ไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไรถ้าต้องให้หนังภาคต่อเปิดตัวได้ดีกว่าภาคก่อนหน้านั้น แต่ก็ย่อมเกิดความรู้สึกน่าผิดหวังขึ้นได้กับกรณีนี้ ทุกสัญญาณบ่งบอกว่า Star Trek เมื่อปี 2009 เป็นที่ชื่นชอบอย่างมาก เว็บไซต์ IMDb ยังให้คะแนนสูงถึง 8.0 และพาราเมาต์ก็ทำการตลาดได้ดีทีเดียว โดยให้สัญญาว่าจะรักษาสมดุลจากภาคแรกไว้ และเสริมด้วยอะไรใหม่ๆ นอกจากนี้ยังเรื่องของอัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บวกกับการฉายในระบบสามมิติและโรงภาพยนตร์ไอแม็กซ์ ถ้าเปรียบเทียบในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว Star Trek Into Darkness ควรเปิดตัวได้ราวๆ $100 ล้าน นับตลอดการฉาย 4 วัน ซึ่งตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่พาราเมาต์คาดคะเนว่าน่าจะเกิดขึ้นได้ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
นี่นับเป็นสัปดาห์ล่าสุดที่ระบบสามมิติทำผลงานไม่ค่อยดีนัก เพราะแม้ว่าระบบไอแม็กซ์สามมิติจะได้ส่วนแบ่งรายรับในช่วงสุดสัปดาห์นี้ถึง 16 เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับระบบสามมิติที่ไม่ใช่ไอแม็กซ์นั้นกลับได้เพียง 29 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งรวมทั้ง 2 อย่างแล้วก็ได้เพียง 45 เปอร์เซ็นต์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว The Great Gatsby ก็ได้ส่วนแบ่งจากระบบสามมิติไปแค่ 33 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และถ้าจะมองหาหนังเรื่องล่าสุดที่ทำผลงานสามมิติได้ดีก็ต้องย้อนไปเมื่อเดือนมีนาคมกับ Oz The Great and Powerful ที่ทำรายได้เปิดตัวในระบบสามมิติไป 50 เปอร์เซ็นต์
ถึงแม้ว่า Star Trek Into Darkness จะได้การบอกเล่าปากต่อปากที่ดีจากผู้ชม เมื่อผู้ชมให้คะแนนตัวหนังอยู่ในเกรด A ซึ่งนับว่าสมราคากับฝีมือการกำกับอย่าง เจ.เจ. อับรามส์ แต่ในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ต้องเจอศึกหนักกับ Fast & Furious 6 และคู่แข่งที่มีดีพอตัวอย่าง The Hangover Part III ซึ่งนั่นทำให้ดูแววแล้วไม่น่าจะทำรายรับรวมในสหรัฐฯ ได้ถึง $257.7 ล้านในภาคแรก แต่เป้าหมายทะลุ $200 ล้านยังมีความเป็นไปได้อยู่
สำหรับอันดับต่อมา Iron Man 3 ทำรายได้หล่นลงไปจากสัปดาห์ก่อน 52 เปอร์เซ็นต์ เหลืออยู่ $35.2 ล้าน และตลอดการเข้าฉายไป 11 วัน การเดินทางบทที่ 3 ของมหาเศรษฐีหนุ่มเพลย์บอย โทนี่ สตาร์ค ทำรายรับรวมในบ้านเกิดไปแล้ว $337.1 ล้าน ซึ่งทะลุยอดรวมของ 2 ภาคแรกไปแล้ว และถึงแม้ว่าจะเจอการแข่งขันที่เข้มข้นไปตลอด 2-3 สัปดาห์จากนี้ Iron Man 3 ยังมีพลังงานพอที่จะทะยานทะลุ $400 ล้านได้ก่อนจะหมดแรงไป
ในส่วนของตลาดต่างประเทศ Iron Man 3 เก็บเพิ่มได้อีก $40.2 ล้าน ทำให้จนถึงตอนนี้มีรายรับรวมในตลาดนอกอเมริกาไปแล้ว $736.2 ล้าน ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 9 ของหนังทำเงินตลาดต่างประเทศสูงสุดตลอดกาล และในส่วนของรายรับรวมทั่วโลกก็ขึ้นมาอยู่อันดับ 9 เช่นกันด้วยตัวเลข $1.07 พันล้าน และพอพ้นสุดสัปดาห์หน้าก็น่าจะแซง Transformers: Dark of the Moon ซึ่งทำไว้ $1.12 พันล้าน ขึ้นไปอยู่อันดับ 5 โดยตลาดต่างประเทศใหญ่สุดตอนนี้ยังเป็นจีนที่ทำไป $109.5 ล้าน
ขณะที่อันดับ 3 The Great Gatsby นับว่าเจ็บตัวอยู่บ้างเมื่อทำรายรับตกลงมาจากการเข้าฉายสัปดาห์แรกถึง 53 เปอร์เซ็นต์ เหลือแค่ $23.4 ล้านเท่านั้น แต่จนถึงตอนนี้ก็โกยรายรับในอเมริกาไปแล้ว $90.2 ล้าน และยังคงอยู่ในระดับความเร็วที่พอจะแซงหนังเรื่องดังอื่นๆ ของ ลีโอนาร์โด้ ดิคาปริโอ อย่าง The Departed ($132.4 ล้าน) และ Shutter Island ($128 ล้าน) ได้
Pain and Gain ในอันดับ 4 ทำรายรับหดหายไป 38 เปอร์เซ็นต์ เหลือ $3.1 ล้าน ทำให้ยอดรวมในอเมริกาตอนนี้อยู่ที่ $46.6 ล้าน ขณะที่ The Croods แอนิเมชั่นเรื่องเยี่ยมของดรีมเวิร์คส์ ขยับกลับขึ้นติด 5 อันดับแรกอีกครั้งด้วยรายรับ $2.75 ล้าน หลังจากฉายไปเป็นสัปดาห์ที่ 9 ทำให้รายรับรวมขึ้นมาอยู่ที่ $176.8 ล้าน นับว่าเป็นแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงก่อนจะหายไปเมื่อ Epic เข้าฉายในสุดสัปดาห์หน้า