เรื่องเล่าจากฝั่งอีสต์
โดย : มงคล วัชรางค์กุล
สองฟากฝั่งฟ้าอาฟริกา จากตะวันตกสู่ตะวันออก จากมหาสมุทรแอตแลนติก สู่มหาสมุทรอินเดีย (5)








หนึ่งราตรีที่ Addis Ababa, Ethiopia


บินกลับมาจากลากอส (Lagos) ไนจีเรีย สู่แอดดิส อบาบา (Addis Ababa) เมืองหลวงของเอธิโอเปีย ด้วยเครื่องโบอิ้ง 777 – 300 ER เที่ยวบิน ET 900 Ethiopian Airlines ใช้เวลาบิน 5 ช.ม. 20 นาที ออกจากลากอสตอนบ่ายโมง 40 นาที มาถึง ADD ตอน 3 ทุ่มเวลาท้องถิ่น
         
โหลดกระเป๋าสู่จุดหมายปลายทาง Maputo, Mozambique
         
ความเหมือนของเที่ยวบิน ET กับเที่ยวบินของ AI - Air India และการบินไทย TG เฉพาะเที่ยวบินที่ไปและกลับจากเมืองแขก คือเมื่อเครื่อง Landing แล้วและกำลัง Taxi จะเข้าสู่ที่จอดตรงงวงช้างหรือบนรันเวย์ก็ตาม ในเครื่อง Ethiopian Airlines ที่ผู้โดยสารส่วนมากเป็นชาวแอฟริกาชาติต่างๆ จะรีบแย่งกันลุกขึ้นเปิดหยิบกระเป๋าจากที่เก็บของเหนือศีรษะนำลงมาแล้วยืนคอยออกจากเครื่อง ทั้งที่เครื่องยังวิ่ง Taxi อยู่และไฟแจ้งรัดเข็มขัดก็ยังเปิดอยู่
          
มิใยที่แอร์โฮสเตสจะวิ่งออกมาห้ามปรามก็ไม่มีใครฟังเสียง
          
มีเพียงผมและเพื่อนร่วมเดินทางที่ยังนั่งรัดเข็มขัดอยู่กับที่
          
แล้วอุบัติเหตุก็เกิดขึ้น
          
อาฟริกันคนหนึ่งทำกระเป๋าหล่นใส่หัวเพื่อนผมอย่างจัง
         
ผมตวาดหาตัวผู้รับผิดชอบ แอฟริกันแถวนั้นหัวหดหมด ไม่มีใครออกมากล่าวคำขอโทษ
         
เครื่องยังวิ่งแท็กซี่บนรันเวย์แต่แอฟริกันบนเครื่องยืนเข้าแถวต่อคิวรอลงจากเครื่องกันแล้ว
         
จนเครื่องจอดสนิท ไฟรัดเข็มขัดปิดลง คนโดยสารทะยอยลงจากเครื่อง จนถึงคิวเราสองคน ผมแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นกับแอร์โฮสเตสตรงปากประตู ให้ดูรอยปูดโนบนหัวเพื่อนผม
         
เธอบอกให้นั่งรอบนเครื่องก่อนจะให้เจ้าหน้าที่พาไปห้องพยาบาล
         
ระหว่างนั่งรอ กัปตันเดินออกมาเตรียมลงจากเครื่อง เขาถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากแอร์โฮสเตส แล้วหันมาบอกผมว่า
        
“ No evidence “

”ไม่มีพยานรู้เห็น“

ผมชี้ให้ดูหัวที่ปูดโนของเพื่อนร่วมทาง แล้วถามว่า
       
“แค่นี้ยังเป็นพยานไม่พอหรือ“
       
กัปตันคนนี้เป็นญี่ปุ่น เป็นคนไร้น้ำใจและขาดความยุติธรรม จึงต้องระเห็จมาหากินไกลถึงแอฟริกา
       
เจ้าหน้าที่ของเอธิโอเปียน แอร์ไลนส์พาลงลิฟท์ไปห้องพยาบาลที่อยู่ชั้นล่างของสนามบิน ที่นั่นมีพยาบาล 2 คน มีเพียงบาล์มทาแก้ปวดบวมและจ่ายยาแก้ปวดมาให้ ผมอยากให้เอ็กซ์เรย์ดูกระโหลก เธอบอกว่าต้องไปทำที่โรงพยาบาลข้างนอก จะให้คนพาไป แล้วเธอโทรศัพท์ติดต่อ
       
นั่งรอนานกว่าครึ่ง ช.ม.ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงตัดสินใจยกเลิกการเอ็กซ์เรย์ แต่ให้พยาบาลออกหนังสือรับรองการรักษาพยาบาล หากมีอาการใดเป็นผลข้างเคียงในในภายภาคหน้า จะได้เป็นหลักฐานในการเรียกร้องความรับผิดชอบต่อไป
       
ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียน ถ้าเดินทางกับสายการบินที่คนโดยสารด้อยคุณภาพ จะต้องระวังตัวให้จงหนัก

ตามกฏการบิน ถ้าต้องรอเปลี่ยนเครื่องนานกว่า 8 ช.ม.ทางสายการบินต้องจัดโรงแรมที่พักและอาหารให้ผู้โดยสาร ผมมาถึงตอนสามทุ่ม เที่ยวบินผมวันรุ่งขึ้นออกบิน 9 โมงเช้า ต้องรอ 12 ช.ม.จึงเช็คกระเป๋าทรูไปปลายทาง เตรียมตัวมาให้พร้อมมีชุดเดินทางโอเวอร์ไนท์ใส่กระเป๋าลากไปเปลี่ยนที่โรงแรม
        
คืนนั้น Ethiopian Airlines พาผมมาพักที่โรงแรมของสายการบิน โชคดีที่บุปเฟ่มื้อเย็นยังพอมีเหลืออยู่ จึงได้ดินเนอร์ตอนห้าทุ่ม แล้วอาบน้ำนอนหลับสบายในอ้อมกอดขุนเขาเอธิโอเปีย

บินกับ Ethiopian Airlines หลังอาหารมื้ออร่อย คือโอกาสพิเศษได้รื่นรมย์กับกาแฟหอมละมุนระดับโลก
        
African Ethiopian Coffee
        
เรื่องราวโบร่ำโบราณเกี่ยวกับกาแฟเอธิโอเปียนมีการเล่าขานกันมานานหลายศตวรรษ หรือที่จริงนานกว่าสามพันปี เป็นตำนานที่นักท่องเที่ยวจะได้ยินเรื่องของคนเลี้ยงแพะชาว Abyssinian ( หรือต่อมาคือชาว Ethiopian) ชื่อ Kaldi กับหมู่แพะเต้นระบำ (Dancing Goats) ของเขา เรื่องเล่ามีอยู่ว่า
        
Kaldi สังเกตเห็นว่า หลังจากฝูงแพะเคี้ยวใบพืชชนิดหนึ่งและกินเมล็ดสีแดง (Red Berries ) ของต้นพืชนั้นแล้ว ฝูงแพะจะมีอาการเริงร่า สดชื่น เหมือนทำท่าเร่ายรำ Kaldi จึงทดลองกินเมล็ดสีแดงนั้นบ้าง แล้วค้นพบว่าตัวเองเต็มไปด้วยความสดชื่น มีความสุขที่สุดเป็น “the happiest herder in Arabia“
        
Kaldi นำความอัศจรรย์เรื่องใบไม้และเมล็ด Berries สีแดงไปเล่าให้พระฟัง พระรู้ทันทีว่าสิ่งที่ตนเฝ้าสวดมนต์ภาวนาแสวงหานั้นมาปรากฏแล้ว เพราะการกินเม็ด Berries สีแดงช่วยให้พระสดชื่นไม่นั่งหลับตอนสวดมนต์อีกต่อไป
        
พระยังนำเม็ดกาแฟมาตากแห้งแล้วคั่ว ต้มดื่มกับน้ำ เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาพระทั้งวัด เพราะพระทั้งหมดสดชื่น ไม่มีใครนั่งหลับตอนสวดมนต์
       
กาแฟเมล็ดแรกของโลกก่อกำเนิดจากดินแดนเอธิโอเปีย ณ บัดนั้น
       
แหล่งก่อกำเหนิดกาแฟของโลกอยู่ที่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของเอธิโอเปีย ในบริเวณขุนเขาชื่อ Kaffa
      
Kaffa คือคำที่เพี้ยนมากลายเป็น Coffee
       
แต่เดิมต้นกาแฟเกิดเองตามธรรมชาติบริเวณราวป่าบนภูเขา Kaffa และในภูมิภาคที่มีอากาศคล้ายกัน เพิ่งจะมีการเพาะปลูกทำเป็นไร่กาแฟในศตวรรษที่ 9
     
พ่อค้าเอธิโอเปียนยุคบุกเบิกนำกาแฟติดตัวเป็นเสบียงแล้วเผยแพร่ยังเยเมนเมื่อ 600 ปีที่แล้ว พวกนี้ดื่มกาแฟกับเนย กาแฟมีสองอย่างเรียกว่า Kaffa and Sidamo สองสิ่งนี้เป็นมาตรฐานคู่ของกาแฟเอธิโอเปียนตราบจนทุกวันนี้
      
มีบันทึกว่า ปี 1454 พวกเจ้าแห่งเอเดน (the Mufti of Aden) มาเยือนเอธิโอเปีย ได้ทดลองดื่มและชื่นชอบกาแฟจนเป็นที่แพร่หลายในหมู่ชาวเยเมนที่ดื่มกาแฟระหว่างพิธีทางศาสนา จนนำกาแฟสู่นครเมกกะ (Mecca)
       
ที่เมกกะ ครั้งแรกกาแฟถูกกล่าวหาว่าเป็น “เครื่องดื่มของปีศาจ“ แต่ต่อมาสุลต่านก็ยอมรับ
       
กาแฟจึงกลายเป็นสิ่งยอดนิยมในเมกกะ Coffee House แห่งแรกเปิดที่นี่มีชื่อเรียกว่า Kaveh Kanes เป็นที่ชุมนุมทางศาสนา ต่อมากลายเป็นที่พบปะ ซุบซิบ ร้องเพลง เล่านิทาน
       
แล้วร้านกาแฟกลายเป็นที่ชุมนุมมุสลิม
      
Arabic Coffee House กระจายไปทั่วโลกมุสลิม เป็นต้นกำเหนิดของ European Café และ Coffee House of London
       
จากคาบสมุทรอาร์เบียน ( Arabian Peninsula ) เมล็ดกาแฟเดินทางต่อไปทางทิศตะวันออก พ่อค้ามุสลิมนำมันไปสู่ศรีลังกา (Ceylon) ในปี 1505 แล้วเดินทางสู่ตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดียในศตวรรษที่ 17
      
ปี 1517 เมล็ดกาแฟเดินทางมาถีง Constantinople พร้อมกับชัยชนะของกษัตริย์ Salim I แห่งอียิปต์ และปี 1530 ได้เผยแพร่ใน Damascus แล้ว Coffee House เปิดใน Constantinople ปี 1554
     
พ่อค้าชาวเวนิสนำกาแฟสู่ยุโรปปี 1615 หลังการมาถึงของชา 5 ปี
      ครั้งแรกในอิตาลีกาแฟถูกกล่าวหาว่าเป็น “เครื่งดื่มของปีศาจ“ เช่นเดียวกับที่เมกกะ แต่โชคดีที่โป๊ปสมัยนั้นยอมรับและชื่นชอบกาแฟถึงกับบอกว่า เป็นเครื่องดื่มของชาวคริส (a true Christian drink)
     
Coffee House แห่งแรกในเวนิสเปิดเมื่อปี 1683 แล้วร้าน Café Florian ที่ the Piazza San Marco เปิดเมื่อปี 1720 เป็นร้านกาแฟเก่าแก่ที่สุดในยุโรปที่ยังให้บริการทุกวันนี้
    
ใน ศตวรรษที่ 17 – 18 Coffee House และ Café แพร่หลายในยุโรปและยืนยงมานานกว่า 400 ปีจนปัจจุบัน
     
ปี 1650 ร้านกาแฟแห่งแรกของอังกฤษเปิดที่เมือง Oxford
     
ในช่วงศตวรรษที่ 17 กลุ่มอาณาจักรในยุโรปต่างแข่งขันกันขยายการปลูกกาแฟในอาณานิคม เริ่มจาก Dutch ปลูกที่ Mocha ในเยเมน แล้วขยายปลูกใหญ่ในศรีลังกาปี 1658 ปี 1699 การปลูกกาแฟของ Dutch ใน Malabar และชวาได้ผลดีมาก
     
ปี 1706 เมล็ดกาแฟจากชวาถูกส่งกลับมา Amsterdam และแพร่กระจายไปทั่วยุโรป
     
ปี 1718 Dutch ขยายการปลูกกาแฟในเกาะ Surinam
      
แล้วไม่นานปีจากนั้น เมล็ดกาแฟก็แพร่ขยายสู่อเมริกาใต้ จนกลายเป็นศูนย์กลางการปลูกกาแฟของโลกในปัจจุบัน
    
ปี 1878 เรื่องราวการเดินทางของเมล็ดกาแฟรอบโลกจากเอธิโอเปียจบบริบูรณ์ครบรอบโลกเมื่ออังกฤษนำเมล็ดกาแฟมาปลูกที่ประเทศเพื่อนบ้านเอธิโอเปีย_ _ เคนยา ในนามของ British East Africa

สิ้นสุดการเดินทางรอบโลก 1,000 ปี หลังจากการค้นพบเมล็ดกาแฟเอธิโอเปียนครั้งแรก
     
กาแฟที่ส่งออกจากเอธิโอเปียส่วนใหญ่คือ Coffea Arabica เป็นกาแฟที่สายพันธุ์ดีที่สุดในโลก 70% ของการบริโภคกาแฟ ผู้คนทั้งโลกนิยมดื่มกาแฟ Arabica
     
ปี 2006 เอธิโอเปียมีส่วนแบ่งการตลาดกาแฟ Arabica  3% ของโลก เทียบเท่ากับ 34% ของสินค้าส่งออกของเอธิโอเปีย
    
ปี 2006 – 2008 Starbuck ขยายกิจการร่วมลงทุนทำไร่กาแฟในเอธิโอเปีย กระจายรายได้สู่ชาวไร่กาแฟโดยตรง

กลับจากแอฟริกาคราวนั้น ผมมีของฝากให้ตัวเองคือ “กาแฟเอธิโอเปียน”
    
ถ้าคุณเป็นคอกาแฟตัวจริง ต้องรู้จัก African Ethiopian Coffee
    
กาแฟดีที่สุดในโลก.
                                  

 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส
16-10-2019 สองฟากฝั่งฟ้าอาฟริกา จากตะวันตกสู่ตะวันออก จากมหาสมุทรแอตแลนติก สู่มหาสมุทรอินเดีย (8) (0/197) 
11-09-2019 Experience Thailand 2019 กระหึ่มกลางมหานครนิวยอร์ค (0/960) 
04-09-2019 กู้ศักดิ์ศรี “วิโรจน์ นวลแข“ (1/3769) 
28-08-2019 สองฟากฝั่งฟ้าอาฟริกา จากตะวันตกสู่ตะวันออก จากมหาสมุทรแอตแลนติก สู่มหาสมุทรอินเดีย (7) (0/405) 
21-08-2019 สองฟากฝั่งฟ้าอาฟริกา จากตะวันตกสู่ตะวันออก จากมหาสมุทรแอตแลนติก สู่มหาสมุทรอินเดีย (6) (0/459) 

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
469
siamtownus newspaper






Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข