ข่าวเอ็นเตอร์เทน
โดย : พล อาภร
ลันด์เกรน’คอนเฟิร์ม’ ’จา’เก่งกว่า’แวนแดมม์’


โทนี จา กับดอล์ฟ ลันด์เกรน ขณะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเมืองลอส แอนเจลิส ที่เบฟเวอร์ลี่ ฮิลส์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2015











เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2015 สองดารานำจากหนังบู๊เรื่อง Skin Trade คือ โทนี่ จา และ ดอล์ฟ ลันด์เกรน ได้มาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในลอส แอนเจลิส ที่โรงแรมโฟว์ซีซั่น ในเบฟเวอร์ลี่ ฮิลล์ ก่อนที่หนังบู๊ร่วมทุน ไทย-อเมริกัน เรื่องนี้จะเปิดฉายรอบ “ยูเอสพรีเมียร์” ที่โรงหนังอียิปเชี่ยน ถนนฮอลลีวูด ในวันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งดารานำทั้งสองคนจะไปร่วม “เดินพรมแดง" ด้วย

การพบสื่อในวันนั้น เห็นว่ามีสื่อมวลชนอเมริกันให้ความสนใจเยอะพอควร แม้ส่วนใหญ่จะเป็นสื่อออนไลน์ แต่ก็มีสื่อจาก “เมนสตรีม” ปะปนอยู่ด้วย เช่น “ฟ็อกซ์นิวส์”  เป็นต้น

พีอาร์จากค่ายแม็กเน็ต ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายตลาดอเมริกาเหนือของ Skin Trade บอกว่ายังมีสื่ออีกส่วนหนึ่งตอบรับไปทำข่าวรอบยูเอสพรีเมียร์ เพราะเห็นว่าการไปทำข่าวที่นั่น น่าจะคึกคัก และมีสีสันมากกว่า

ทำให้เห็นว่าหนังเรื่อง Skin Trade นี้ แม้จะเป็นหนังเล็กที่ไม่มีสตูดิโอใหญ่เข้ามาอุ้ม แต่ก็เปิดตัวได้ดีพอสมควร และเชื่อว่าการตระเวนฉายแบบจำกัดโรงในอเมริกาก็คงจะทำเงินคืนให้ค่ายแม็กเน็ตได้พอสมควร

เรื่องราวของ Skin Trade รวมถึงบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมได้เขียนไปแล้วในสยามทาวน์ฯ ฉบับที่ผ่านมา จึงไม่ขอพูดถึงอีก โดยขอเน้นไปที่ “ประเด็น” ที่ได้จากการสัมภาษณ์ดารานำทั้งสองคนด้วยเวลา (แสน) จำกัดมานำเสนอแทน

ถาม ดอล์ฟ ลันด์เกรน ซึ่งนอกจากเป็นดารานำแล้ว ยังเป็นโปรดิวเซอร์และคนเขียนบท (ร่วม) ด้วยว่าได้ไอเดียหนังเรื่องนี้มาจากไหน และเหตุใดถึงกลายเป็นความร่วมมือกับโทนี่ จา

พระเอกร่างยักษ์บอกว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น เขาเขียนบทให้เป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับปัญหาค้ามนุษย์ในยุโรปตะวันออก แต่ประมาณสามปีก่อน เขาได้ไปร่วมแสดงหนังไทยเรื่อง A Man Will Rise จึงได้รู้จักกับ โทนี่ จา ซึ่งเป็นผู้กำกับและดารานำของหนัง (ที่ยังคงถ่ายทำไม่เสร็จ) เรื่องนั้น

“ผมไม่รู้จักเขา แต่พอเจอก็เห็นว่าเขามีความสามารถ นิสัยดี ทำงานด้วยง่าย ผมก็เลยได้ไอเดียว่า บางทีควรเปลี่ยนสถานที่มาเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซะ เพราะภูมิภาคนั้นมีปัญหาการค้ามนุษย์หนักเหมือนกัน มันน่าจะลงตัวมากกว่า เราก็เลยได้ร่วมงานกัน”

อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้ ดอล์ฟ ลันด์เกรน คิดว่าการถ่ายทำในกรุงเทพฯ น่าจะดีกว่าก็เพราะเรื่องการค้ามนุษย์ในยุโรป เคยถูกถ่ายทอดผ่านหนังมาแล้วหลายเรื่อง รวมถึงหนังที่ประสบความสำเร็จสูงมาก เรื่อง Taken ของ เลียม นีสัน ด้วย รวมถึงเห็นว่าหากคาเร็คเตอร์ของเขา ซึ่งเป็นอเมริกันผมทองร่างยักษ์ไปโผล่ที่กรุงเทพฯ คงได้อารมณ์แบบ “ปลาแปลกน้ำ” ที่น่าสนใจด้วย

เรื่องราวการตามล่าหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมจากยุโรป ที่รับบทโดย รอน เพิร์ลแมน จึงเปลี่ยนโลเกชั่นมา “เถิดเทิง” กันที่กรุงเทพฯ อย่างที่เห็น

คู่ซัดของ ร็อคกี้ บัลบัว จาก Rocky 4 บอกต่อไปว่า แรกนั้น เขาแค่สนใจปัญหาการค้ามนุษย์เพียงเพื่อมาเขียนบทหนัง แต่พอรู้เห็นมากเข้า เขาถึงกับตั้งใจว่าจะอุทิศตัวเพื่อทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไปในอนาคต...

ถามถึงการทำงานร่วมกับ โทนี่ จา ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์นักบู๊ของไทย ดอล์ฟ ลันด์เกรน ตอบแบบขำๆ ว่าความโด่งดังของ โทนี่ จา ในเมืองไทย ทำให้กองถ่ายต้องป่วนเล็กน้อย เพราะแฟนๆ มักจะเข้ามารุมล้อมขอถ่ายรูปตลอดเวลา ก่อนจะพูดแบบจริงจังว่า ดาราไทยของเรามีความเป็น “มืออาชีพมาก” ทั้ง

ก็ในเมื่อเขาโด่งดังขึ้นมาจากการดวลหมัดกับ ซิลเวสเตอร์ สตัลโลน จาก Rocky 4 เมื่อสามสิบปีที่แล้ว จากนั้นก็ซัดกับดารานักบู๊แทบทุกคนในฮอลลีวูดจากหนัง “รวมดาวบู๊” เรื่อง the Expendatles ทั้งสามภาค เลยขอให้เขาเปรียบเทียบความสามารถของดาราบู๊เหล่านั้นกับ โทนี่ จา ของเราดู

“ผมได้สู้กับดาราบู๊หลายคน อย่างสไล หรือแวนแดมม์ ซึ่งเป็นนักสู้ที่ดี โดยเฉพาะในยุคโน้น หรือ เจ็ต ลี ซึ่งโทนี่อยู่ในระดับเดียวกัน ความสามารถเชิงกายภาพของเขายอดเยี่ยมมาก ผมคิดว่าดีกว่าพวกนั้นอีก ใช่ เขามีความสามารถทางร่างกายสูงกว่า... แวนแดมม์ ก็มีดีอยู่บางอย่าง แต่ไม่คล่องแคล่วเหมือนโทนี่”

ชมกันต่อหน้า โทนี จา ของเราถึงกับเขิน...

หันไปถาม โทนี่ จา ว่าฉากบู๊ของ Skin Trade แม้จะทำให้คอหนังฝรั่งซี๊ดปากด้วยความสนุก แต่เมื่อเทียบกับ องค์บาก หรือต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นหนังไทยแท้ๆ แล้วยังห่างกันไกล โทนี่ จา บอกว่าจริง เพราะตั้งใจทำหนัง Skin Trade ป้อนฮอลลีวูด หรือตลาดอินเตอร์ฯ จึงต้องปรับสไตล์ของฉากบู๊ใหม่ แต่ยังไงๆ “มวยไทย” ก็ยังอยู่

โทนี่ จา บอกด้วยว่าเขารักหนังเรื่องนี้มาก เพราะมีความเป็น “ดราม่า” ค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนกับหนังทุกเรื่องที่เคยเล่นมา รวมถึงมีการเข้าฉาก “เลิฟซีน” และจูบนางเอกด้วย...

ถามว่าเข้าฉากเลิฟซีนกับนางเอก คือ ซีลีน่า เจด นั้นยากง่ายขนาดไหน...

ต้องบอกก่อนว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ถามตอบเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เพื่อให้เกียรติกับ ดอล์ฟ ลันด์เกรน ที่นั่งร่วมวงสนทนาอยู่ด้วย รวมถึงทราบจากพีอาร์ของค่ายแม็กเน็ตว่า ภาษาอังกฤษของ โทนี่ จา พัฒนาขึ้นมาก และเขาภูมิใจที่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษด้วย

โทนี่ จา พยายามตอบด้วยภาษาอังกฤษถึงการสร้างอารมณ์ในการเข้าฉากเลิฟซีนแบบเศร้าๆ ที่เห็นบนจอว่า เขาพยายามนึกถึงเหตุการณ์ นึกถึงตัวละครและพยายามเป็นตัวละครนั้น รวมถึงเข้าใจตัวละครที่รับบทโดย ซีลีน่า เจดด้วยว่าเบื้องหลังของเธอนั้นน่าสงสาร เพราะเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์มาก่อน

อยากจะคุยกับ โทนี่ จา เยอะมากกว่านี้ เพราะมีเรื่อง “ค้างคา” ในใจเรามากมาย แต่เวลาที่เขาให้มาแค่ห้านาทีมันไม่อำนวย เลยต้องยิงคำถามที่คิดว่าสำคัญกว่า คือประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับทีมงานชาวไทย ตั้งแต่ผู้กกับ เรื่อยไปจนถึงทีมงานทุกคน

ดอล์ฟ ลันด์เกรน ตอบว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ เพราะแม้ว่าในช่วงนั้นจะมีการประท้วง “ชัทดาวน์ กรุงเทพฯ” ของกลุ่ม กปปส. ก็ตาม แต่ไม่มีผลกระทบกับการทำงานของพวกมากนัก และย้ำว่าแม้จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารบ้าง แต่ทีมงานทุกคน โดยเฉพาะ “สตั้นทีม” มีความเป็นโปรเฟสชันแนลสูงมาก

และก่อนหมดเวลา โทนี่ จา ได้ฝากฝังหนัง Skin Trade ไว้กับผู้อ่านสยามทาวน์ยูเอส ด้วย

“หนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่โชว์ความสามารถของคนไทย เพราะ 95 เปอร์เซ็นต์เป็นฝีมือคนไทยที่ได้ร่วมทำให้หนังเป็นอินเตอร์ฯ แล้วหนังเรื่องนี้จะมี message อยู่ด้วย เป็น message ที่เราอยากใส่เข้าไป คล้ายกับว่าเรารับผิดชอบด้วยกัน ต้องช่วยกัน ร่วมมือกันที่จะลดปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของการค้าประเวณี  ก็อยากให้ช่วยกันสนับสนุนและผลักดัน เพราะมันไม่ใช่เรื่องของคนๆ เดียว แต่ต้องคนทั้งโลกต้องช่วยกันต่อต้านและยับยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นครับ”

ตอนนี้ Skin Trade เข้าฉายในอเมริกาแล้ว ทั้งในรูปของ วิดีโอออนดีมานด์ และฉายโรง ดูตารางฉาย รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ ได้จากเว็บไซต์ของผู้จัดจำหน่าย www.magpictures.com ได้เลย....

 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส
ฉบับที่
375
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข