ข่าวเอ็นเตอร์เทน
โดย : พล อาภร
Skin Trade หนังบู๊ไทยรสฝรั่ง... (อร่อยแปลกๆ)

















เนื้อเรื่องของ Skin Trade นั้น จะว่าไปค่อนข้าง “ซีเรียส” เพราะพูดถึงการปัญหาค้ามนุษย์ ที่มีทั้งการหลอกลวง ลักพาตัว หรือกระทั่งถูกพ่อแม่ขายมาเป็นโสภณี มีภาพผู้หญิงถูกทรมาน ภาพผู้หญิงตายหมู่อย่างสยดสยองในตู้คอนเทนเนอร์เพราะขาดอากาศ (หรืออะไรทำนองนั้น) ระหว่างอยู่ในเรือเดินทะเลมาขึ้นฝั่งที่อเมริกา... แถมจบด้วยตัววิ่ง บอกถึงสถิติอันน่าตกใจของจำนวนผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้าเนื้อสดเหล่านี้ด้วย...

แต่ด้วยความที่หนังเรื่องนี้มี ดอล์ฟท์ ลันด์เกรน เป็นดารานำ (และเขียนบทร่วม) ทำให้เรา “ซีเรียส” ไปกับเนื้อหาสาระของเรื่องน้ีไม่ค่อยได้ เพราะพี่แกยังคงความเป็น “แอ๊คชั่นฮีโร่” ยุค 60s แบบที่เราเจนตาเอาไว้ครบครัน ทั้งกล้าม ทั้งความทื่อ และความคงกระพันชาตรี ขนาดถูกยิงด้วยจรวดอาร์พีจี จนบ้านพังและไฟลุกไหม้ทั้งหลัง พี่แกยังรอดมาแก้แค้นได้โดยไม่ต้องเสียเวลาพักรักษาตัวอะไรกันเลย... ประมาณนั้น

แต่ที่ทำให้ Skin Trade มีความน่าสนใจผิดไปจากหนังบู๊เกรดบีทั่วไปก็คือ โทนี่ จา และ เอกชัย เอื้อครองธรรม... สองคนไทยที่มีส่วนร่วมในฐานะดารานำ และผู้กำกับของ Skin Trade

ในส่วนของผู้กำกับนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้รับผิดชอบในการทำให้ Skin Trade มีเนื้อหาสาระมากกว่าการเป็นหนังบู๊ประเภท “เดินหน้าฆ่ามัน” ตามที่บทหนังพยายามจะให้เป็น แถมด้วยการเล่าเรื่องด้วยภาพและแสงสี ซึ่งเป็นลักษณะเด่นในหนังของ เอกชัย เอื้อครองธรรม ทุกเรื่องที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน เขาก็น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบจังหวะการเดินเรื่องที่อืดอาดยืดยาด และไม่ใช้ “โทนี่ จา” ให้เป็นประโยชน์อย่างที่บรรดาสาวกของหนุ่มสุรินทร์เขาอยากเห็นกันด้วย...

และถ้าไม่เป็นการใจร้ายเกินไป ก็ขอบ่นถึงฉากซิ่งมอเตอร์ไซค์ของ ดอล์ฟท์ ลันด์เกรน ในกรุงเทพฯ อีกนิดเถอะ เพราะถึงจะยอมรับในฝีมือการออกแบบฉากและการตัดต่อ ชนิดที่ดูแล้วนั่งลุ้นตัวเอียงตามไปด้วยก็ตาม แต่ก็มองว่าฉากนี้น่าจะสนุกกว่านี้หาก โทนี่ จา “ไล่ล่า” ด้วยมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ ไม่ใช่วิ่งตามแบบที่เห็น...​

ดูแล้วสงสาร ดอล์ฟท์ ลันด์เกรน เพราะชนแผงลอยกระเจิงไปตลอดทาง ถูกอาเจ็กอาแปะตะโกนด่าลับหลังทั้งซีนเลย...

ในส่วนของ โทนี่ จา นั้น พูดแบบไม่เกรงใจก็ต้องบอกว่าเขาคือส่วนสำคัญในการพยุง Skin Trade ให้พ้นจากการเป็นหนังแอ๊คชั่นแบบเก่าๆ แก่ๆ ของฮอลลีวูดยุคที่พระเอกต้อง ‘รูปหล่อกล้ามใหญ่” เอาไว้ได้แบบเฉียดฉิว เพราะถึงแม้ ดอล์ฟท์ ลันด์เกรน จะยังดูดีมากสำหรับคนอายุหกสิบเศษ แต่เมื่อมาเทียบกับ โทนี่ จา ซึ่งพก ‘เอนเนอจี้” มาแน่นตัวแบบที่เราคุ้นตาแล้ว ดาราร่างยักษ์ที่สร้างชื่อมาจาก Rocky 4 เมื่อสามสิบปีก่อนก็ “หง่อม” แบบซ่อนไม่ได้เหมือนกัน...

ต้องบอกก่อนว่า ในอเมริกานั้น แฟนหนังบู๊แบบเพียวๆ (ไม่ใช่แอ๊คชั่นผสมแฟนตาซีอย่างหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลาย) มีเยอะ แม้จะไม่ถือเป็นเค้กชิ้นใหญ่มากนัก แต่ก็ใหญ่พอที่จะทำให้มีการสร้างหนังบู๊เกรดบีสำหรับตลาดดีวีดีกันปีละหลายสิบเรื่อง ดังนั้น พอมีข่าวว่า Skin Trade จะรวมเอาดารานักบู๊อย่าง ดอล์ฟท์ ลันด์เกรน, โทนี่ จา รวมถึง ไมเคิล ไจ ไวท์ ซึ่งเป็นพระเอกหนังบู๊เกรดบีที่มีชื่อเสียงมากอีกคนเอาไว้ด้วยกัน เว็บไซต์หนังนอกกระแสอย่าง twitchfilm.com ถึงกับบอกว่า “หากคุณไม่ตื่นเต้นก็อย่าเรียกตัวเองว่าเป็นแฟนของ “แอ๊คชั่นฟิล์ม” เลยทีเดียว...

เรื่องนี้ ดอล์ฟท์ ลันด์เกรน รับบทเป็นตำรวจนิวเจอร์ซี่ ชื่อ นิค แคสซิดี้ ที่เปิดศึกกับ วิคเตอร์ กราโกวิค (รอน เพิร์ลแมน) อาชญากรจากเซอร์เบียที่อยู่เบื้องหลังขบวนการค้ามนุษย์รายใหญ่ของอเมริกา ซึ่งผลจากการเผชิญหน้าดังกล่าว ทำให้เขาต้องสูญเสียลูกเมียไปอย่างโหดเหี้ยม จึงตามล่า “ล้างแค้น” (โดยไม่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ) ไปจนถึงปอยเปต และกรุงเทพฯ ส่วนโทนี่ จา รับเป็น โทนี่ นายตำรวจไทยที่มีเป้าหมายในการปราบปรามแก๊งค้ามนุษย์ที่หลอกลวงผู้หญิงมาเป็นโสเภณีเหมือนกัน เพราะมีแรงขับจากแฟนสาวชาวเวียดนามของเขา (ซีลิน่า เจด) ผ่านประสบการณ์เลวร้ายแบบนั้นมาก่อน

เมื่อ นิค แคสซิดี้ มาถึงเมืองไทย เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับโทนี่ ซัดกันอุตลุดเพราะ (ถูกทำให้) เข้าใจผิด ตามกฎเหล็ก ที่หนังแอ๊คชั่นยึดถืออย่างเคร่งครัด ซัดกันปางตายก่อนจะเข้าใจกัน (ทำแผลและเล่าเรื่องส่วนตัว เคล้าดนตรีเศร้าๆให้กันและกันฟัง) ก่อนจะร่วมมือกันต่อสู่กับคนร้ายต่อไปในองค์สอง...

โดยภาพรวมแล้ว เห็นได้ชัดว่า Skin Trade ไม่ได้ใช้ดารานักบู๊ที่มาร่วมจอกันหลายคนให้เป็นประโยชน์มากนัก เพราะดูเหมือนตั้งใจ “บิ้ว” ความสมเหตุสมผลของตัวละครหลักทั้งสองจนเสียเวลาไปเยอะมาก ทั้งที่เหตุผลมันก็ตื้นนิดเดียวเท่านั้น... มองว่าหากจับเอาโทนี่ จา มาฟัดกับ ดอล์ฟท์ ลันด์เกรน (และ ไมเคิล ไจ ไวท์) ให้เร็วขึ้น ก็น่าจะทำให้หนังสนุกมากกว่านี้

ในส่วนของ โทนี่ จา นั้น  Skin Trade ดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้เขาได้ “แอ๊คติ้ง” มากกว่าเรื่องก่อนๆ เพราะนอกจากจะมีฉากบู๊อุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีฉากดราม่าแบบ “เข้าพระเข้านาง” กับ ซีลิน่า เจด ให้ได้เห็นด้วย แถมยังต้องพูดอังกฤษ แม้จะไม่เยอะ แต่บางซีนก็ต้องร่ายยาว (ให้ได้ลุ้น) และมีประโยคเด็ด “conversation is over” เป็น one-liner ที่นักบู๊ฮอลลีวูด “ต้องพูด” ด้วย...

แต่ด้วยความที่เราเคยเห็นเขา “เหาะเหิรเดินเวหา” มาแล้วจากองค์บาก และต้มยำกุ้ง ทำให้ฉากบู๊ของ โทนี่ จา ใน Skin Trade ดูธรรมดามาก แต่ก็นั่นแหละ แค่นี้บรรดาแฟนๆ หนังบู๊อเมริกันก็ “ซี๊ดปาก” กันแล้ว...

ส่วนดีอีกอย่างของ Skin Trade ที่จะต้องพูดถึงก็คือ รอน เพิร์ลแมน ที่ชุ่มฉ่ำมากกับบทมาเฟียใจโหด แต่รักครอบครัวชนิดตายแทนได้ ฝีมือการแสดงของเขาคนนี้ น่าจะเรียกได้ว่า “มีค่า” ต่อภาพรวมของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะทีเดียว

สรุปว่า Skin Trade ยังห่างชั้นจากความเป็นหนังบู๊ชั้นดีอยู่ไกลโข แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นหนังที่เลวร้ายอะไรมากนัก... เพราะดูได้โดยไม่เสียดายเงินหรือเสียดายเวลาเหมือนหนังส่วนใหญ่ของ ดอล์ฟท์ ลันด์เกรน ที่ผ่านมา และหากไม่เป็นการทำร้ายจิตใจคอหนังไทยกันเกินไปก็จะบอกด้วยว่า ดีกว่า ‘ต้มยำกุ้ง 2’ ของโทนี่ จา ชนิดเทียบกันไม่ได้เลยทีเดียว...

การทำหนังบู๊ให้ดีนั้น เห็นชัดว่าทำได้ยากกว่าหนังดราม่า หรือหนังแนวอื่น เพราะต้องระวังทั้งเนื้อหาสาระ หรือความสมเหตุสมผลในการจับเอาตัวละครมาต่อยกัน ยิงกัน จะคว้าปืนกล รถถัง มาจากไหน แถมต้องทำฉากบู๊ออกมาให้สนุก ตื่นตาตื่นใจ ไม่ซ้ำซากกับหนังบู๊เรื่องก่อนๆ ด้วย... นั่นคือเหตุผลที่นานๆ ครั้ง เราถึงจะเห็นหนังบู๊ที่ลงตัว คือพล็อตเรื่องดี จังหวะเดินเรื่องดี แถมทำฉากบู๊ออกมาได้ดีด้วย...

หนังบู๊แบบข้นๆ จากเอเชียส่วนหนึ่งที่มาประสบความสำเร็จในอเมริกา เช่น The Raid (อินโดฯ), Battle Royale (ญี่ปุ่น) รวมถึง ‘องค์บาก’ และ ‘ต้มยำกุ้ง’ ของไทยเรา จึงปฏิเสธที่จะให้ความสำคัญกับบทจนเกินความจำเป็น เพราะเชื่อมั่นในการทำฉากบู๊ของตัวเองว่า “สุดยอด” แล้ว

เพราะหัวใจของหนังบู๊ก็คือฉากบู๊ และตลาดของหนังบู๊ก็อยู่ที่คอหนังบู๊ ที่ (ส่วนใหญ่) ไม่ชอบดูหนังดราม่า จะควบฐานคนดูทั้งสองฝั่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหนังบู๊ที่ตั้งใจเขียนบทให้มีเนื้อหาสาระ แต่ทำได้ครึ่งๆ กลางๆ ผลลัพธ์คือการไปดึงความเป็นหนังบู๊ให้ช้าลงด้วย... Skin Trade น่าจะเป็นตัวอย่างล่าสุดของเรื่องนี้...

Skin Trade ฉายในระบบ “ออนดีมานด์” และทางไอทูน มาตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน และจะลงโรง (แบบจำกัดโรงฉาย) ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม เป็นต้นไป...

 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส
ฉบับที่
375
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข