ข่าวเอ็นเตอร์เทน
โดย : พล อาภร
Furious 7 และบทอำลา “พอล วอล์คเกอร์”











คาดไว้ก่อนแล้วว่า หนังเฟรนไชร์ที่ประกาศตัวเองว่า “รวดเร็ว” และ “ดุดัน” อย่าง Fast and Furious คงไม่กล่าวคำร่ำลากับ “ไบรอัน โอ’คอนเนอร์” ที่รับบทโดย พอล วอล์คเกอร์ ไปแบบนิ่มนวลแน่ๆ

ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น เพราะแม้ว่าที่สุดแล้ว บทหนังต้องเขียนให้ “ไบรอัน โอ’คอนเนอร์” จากไป แต่บอกได้เลยว่า... เป็นการจากไปอย่างสมศักดิ์ศรีของ “พระเอก” ผู้สร้างตำนาน Fast and Furous อย่างที่สุด...

หากคุณไม่ทราบข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับกองถ่ายเรื่องนี้ หรือไม่ได้ติดตามข่าวสารว่าทีมงานต้องปรับบท ใช้เทคนิคพิเศษ รวมถึงต้องทุ่มเทในการทำงานหนักหนาสาหัสเพื่อให้หนังเรื่องสุดท้ายของ พอล วอล์คเกอร์ มีความสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว... คุณจะไม่ทราบเลยว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนจอของ Furious 7 ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทีมงานวางแผนเอาไว้แต่แรก...

พอล วอล์คเกอร์ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2013 ขณะที่หนังภาคเจ็ด ถ่ายทำไปได้เพียงครึ่งเดียว และเมื่อทีมงานและผู้สร้างตกลงใจว่าจะทำงานกันต่อ พวกเขาก็จัดการปรับบทใหม่ และนำน้องสองคนของ พอล วอล์คเกอร์ คือ เคเล็บและโคดี้ มาเป็นสแตนด์อินให้กับพี่ชาย เพื่อให้เรื่องราวที่นำไปสู่การ “อำลา” ไบรอัน โอ’คอนเนอร์ ถูกนำเสนอออกมาอย่างงดงาม สมบูรณ์แบบ และ “สะเทือนอารมณ์” มากที่สุด

คงไม่ถือว่าเป็นการ “สปอย” อะไรมากนัก หากจะบอกล่วงหน้าว่า “บทอุทิศ” หรือ tribute ที่ทีมงานทำให้กับ พอล วอล์คเกอร์ ในตอนจบของหนังเรื่องนี้นั้น... สะเทือนใจอย่างมาก...และจะไม่แปลกใจเลย ถ้าจะได้เห็นผู้ชายมาดแมน เกิดอาการ “สะอื้น” ให้ได้เห็นทันทีที่ตัวหนังสือ “สำหรับ พอล” ปรากฎขึ้นก่อนเครดิตโรลล์

แต่ถ้าดูให้ดี “บทอุทิศ” ที่ทีมงานมอบให้กับ พอล วอล์คเกอร์ นั้น อยู่ที่หนัง Furious 7 ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ใช่แค่ตอนจบ เพราะแม้ว่า พอล วอลเกอร์ จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่เรื่องราวของ ไบรอัน โอ’คอนเนอร์ ยังคงโลดแล่นไปแบบที่พวกเราเจนตาจากหนังทั้งห้าภาคที่ผ่านมา (เขาไม่ได้เล่น The Fast and the Furious: Tokyo Drift) คืออยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายหลายต่อหลายครั้งตลอดทั้งเรื่อง

เห็นได้ชัดเลยว่า ผู้สร้างไม่ได้พยายามที่จะ “โทนดาวน์” ฉากหวาดเสียวเกี่ยวกับรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูง ฉากรถชนทุกรูปแบบยังคงอัดแน่นอยู่ตลอดทั้งเรื่อง รวมถึงฉากที่มี พอล วอล์คเกอร์ อยู่ในรถ (หรือบนหลังคารถ) ด้วย

นั่นทำให้บางอารมณ์... เราก็มีความรู้ว่าหนังเรื่องนี้ “Hard to Watch” เหมือนกัน...

เพราะหากเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ พอล วอล์คเกอร์ คุณจะรู้ว่าเฟรนไชร์ Fast and Furious ไม่ใช่แค่หนังที่ทำให้เขาแจ้งเกิดในระดับอินเตอร์ฯ แต่ Fast and Furious คือ “ตัวตน” ของ พอล วอล์คเกอร์ เลยทีเดียว

เขาเคยให้สัมภาษณ์ข่าวบันเทิงของ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ทูไนท์ เมื่อปี 2013 ช่วงโปรโมท Fast & Furious 6 ว่ารถยนต์ รวมถึงการขับรถเร็วนั้น มันคือ “ชีวิต” ของเขา

“ผมชอบรถยนต์มาก ชอบมาตลอด ที่บ้านผม เราชอบแข่งรถ ผมโตมากับหนังสือเกี่ยวกับรถเต็มบ้านไปหมด โตมากับอู่รถของปู่... ผมคิดว่ารถยนต์คงอยู่ใน ดีเอ็นเอ ของผม... ผมชอบขับรถเร็ว” เขาพูดพร้อมยักไหล่...

หากจะถามตัวเองว่า จะ “อึดอัดไหม” กับข้อเท็จจริงที่ว่าหนึ่งในดารานำที่กำลังขับรถเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่บนจอ ได้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ไปแล้วในโลกแห่งความเป็นจริง

คงจะตอบได้ว่า มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าสามารถแยกแยะ “อาร์ต” ออกจาก “ความเป็นจริง” ได้แค่ไหน โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่เส้นคั่นมัน “เบลอ” จนบางทีก็มองลำบากว่าอันไหนจริง อันไหนไม่จริง

หากคุณแยกแยะได้ Furious 7 ก็จะทำให้โฮโมนของคุณฉีดพล่านทั่วร่างไปกับการผจญภัยของทุกคนใน “ครอบครัว” ของ ดอมโทเร็ตโต้ (วิน ดีเซล) ได้ตลอดสองชั่วโมงเศษๆ เพราะในความเป็น “หนังบู๊” นั้น ภาคที่เจ็ด จากฝีมือการกำกับของเอเชียตัวเล็กที่ชื่อ เจมส์ วาน นี้ได้รับการยอมรับจากบรรดานักวิจารณ์ส่วนใหญ่ว่า “ดุเด็ดเผ็ดร้อน” กว่าทุกภาคที่ผ่านมา

นักวิจารณ์บางคนบอกด้วยว่า “ความจริง” ที่เกิดขึ้นกับ พอล วอล์คเกอร์ จะทำให้คุณดู Furious 7 แบบได้รสชาติมากขึ้น ตามลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ที่เรียกว่า morbid curiosity

morbid curiosity คือความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องที่ไม่ค่อยดีงามนัก... บางตำราแปลเจาะจงเลยว่าเป็นความอยากรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ‘ความตาย’ และว่านิสัยแบบนี้ของมนุษย์นี่แหละ ทำให้รถติดหนึบทุกครั้งที่มีอุบัติเหตุข้างถนน... ไม่ใช่บนถนน

ฟังดูแปลกๆ... แต่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนจอ Furious 7 นั้น คือสิ่งที่ พอล วอล์คเกอร์ ต้องการ...

 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส
ฉบับที่
375
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข