บทความหน้าสาม
หน้าสาม : เมื่อไทยถูกกล่าวหา “แหล่งทำพาสปอร์ตปลอม”


ยังอยู่ : ลุยจิ มารัลดี้ นักท่องเที่ยวอิตาเลี่ยนในภูเก็ต ออกมาแสดงตัวกับตำรวจ หลังมีชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้โดยสารของมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ MH370 ซึ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยบอกว่าพาสปอร์ตของเขาถูกขโมยไปก่อนหน้านี้ และกลายเป็นต้นตอของกระแสข่าวที่ว่าประเทศไทยคือแหล่งพาสปอร์ตปลอมของโลก




แต้เจี้ยนหมิง

เหตุน่าเศร้าที่เกิดขึ้นกับสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ MH370 ซึ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอย และเชื่อว่าโอกาสที่จะมีผู้เสียชีวิตจากสายการบินแทบไม่มีเหลือตามวันและเวลาที่ผ่านไปนั้น... ได้กลายเป็นประเด็นทำให้ประเทศไทยถูกสื่อนานาชาติกล่าวหาว่าเป็นแหล่งทำพาสปอร์ตปลอม บางรายถึงขนาดต่อท้ายให้ด้วยว่า “ใหญ่ที่สุดในโลก” ....

ทั้งนี้เพราะมีผู้โดยสารของเที่ยวบินมรณะเที่ยวนี้สองคน ซึ่งข่าวบอกว่าเป็นชาวอิหร่าน ขึ้นเครื่องไปโดยใช้พาสปอร์ตปลอม หรือไม่ก็พาสปอร์ตที่ถูกขโมยไประหว่างที่เจ้าของตัวจริงท่องเที่ยวพักผ่อนอยู่ในเมืองไทย 

นอกจากบอกว่าเป็นแหล่งผลิตพาสปอร์ตปลอมแล้ว ในช่วงแรกๆ ยังพ่วงสมมุติฐานข้อหาว่าบ้านเราเป็นฐานของขบวนการก่อการร้ายเสียด้วย

เรื่องนี้ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แย้งทันทีว่าไม่เป็นความจริง แต่การที่ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยอะ เช่นปี 2013 ที่ผ่านมานั้นมีมากถึง 22 ล้านคน ทำให้มิจจาชีพมองว่าบ้านเรามีพาสปอร์ตทุกชาติทุกภาษา ดังนั้นโอกาสที่พาสปอร์ตของนักท่องเที่ยวเหล่านี้จะถูกขโมยก็มีสูงขึ้นไปด้วย

“แต่ถ้าถามว่าประเทศไทยมีการปลอมพาสปอร์ตหรือไม่ ผมว่ามันปลอมได้ทุกแห่งในโลกนั่นแหละครับ ตั้งแต่หลังปี 2550 ประเทศไทยมีกฎหมายรุนแรงเกี่ยวกับการปลอมหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต ปัญหาปลอมแปลงจึงเกิดขึ้นน้อยมาก อย่าง 5 ปีที่ผ่านมา สตม.จับเคสที่ทำพาสปอร์ตปลอมได้แค่ 7 เคส แต่เป็นการปลอมเล็กๆ น้อยๆ โดยใช้พาสปอร์ตจริงเป็นหลัก เช่น ปลอมรูป ปลอมอายุ หรือทำหน้าคนที่จะใช้พาสปอร์ตนั้นให้เหมือนกับคนในรูปพาสปอร์ต” พล.ต.ท.ภาณถ เกิดลาภผล ระบุ และว่าการปลอมพาสปอร์ตนั้น หากได้พาสปอร์ตจริงมาแล้วก็สามารถส่งไปทำปลอมที่ไหนก็ได้ แต่ยืนยันว่าประเทศไทยเรามีการกวดขันและจับกุมอย่างต่อเนื่องจนมีการทำผิดข้อหานี้น้อยมาก 

“ในปี 55 มีการจับกุมคนใช้พาสปอร์ตปลอมห้าร้อยกว่าคน ปี 56 สองร้อยกว่าคน ปี 57 จับได้ 11 ราย ปกติเราจะมีเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ให้ดูลักษณะของคนที่ใช้พาสปอร์ตปลอม นี่คือการตรวจสอบเบื้องต้น ถ้ามีข้อสงสัย เราจะมีเครื่องมือในการตรวจสอบ เช่น แว่นขยาย กล้องขยาย เครื่องมือตรวจแสงแบบแบล็กไลท์ เครื่องมือขนาดใหญ่ที่สามารถตรวจดูร่องรอยต่างๆ บนพาสปอร์ตได้ชัดเจน ดังนั้นถ้าใครใช้พาสปอร์ตปลอมในเมืองไทย มักจะไม่รอดสักราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพาสปอร์ตไทยที่มีจุดสังเกตได้ถึง 60 จุด” 

ผู้บัญชาการ สตม. ระบุเน้นไปถึงพาสปอร์ตสองเล่ม ที่กลายเป็นต้นตอของข้อกล่าวหาครั้งนี้ด้วย โดยท่านบอกว่า

“พาสปอร์ตสองเล่มที่หายไปไม่ถูกใช้ผ่านด่านชายแดนของไทย เขาอาจจะใช้วิธีส่งไปรษณียภัณฑ์ไปประเทศอื่นๆ แล้วตัวผู้รับก็ใช้เล่มนี้ แต่บอกได้ว่าพาสปอร์ตสองเล่มนี้ไม่สามารถเดินทางเข้าออกประเทศไทยได้นับตั้งแต่มีการแจ้งความหายแล้ว แล้วถ้าเราเจอคนที่นำพาสปอร์ตปลอมมาใช้ เราจะใช้กฎหมายอาญาว่าด้วยหนังสือเดินทาง มีโทษหนัก เช่น โทษฐานปลอมแปลงเอกสารหรือ ผิดด้านทรัพย์ ขโมยกระเป๋าไปแล้วได้พาสปอร์ตไปด้วย นี่เป็นหน้าที่ของตำรวจทุกหน่วยที่จะช่วยกันป้องกันตรงนี้ครับ”

การออกมาตอบโต้ของ สตม. ย่อมได้ผลในระดับหนึ่ง เพราะเห็นข่าวของสื่อต่างชาติก็เริ่มนำเสนอเสียงโต้ของ พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล กันบ้างแล้ว... แม้จะไม่มากเหมือนตอนที่รุมกระหน่ำว่าไทยเราเป็น “หับ” ของพาสปอร์ตปลอมก็ตาม 

ถัดมาถึงวันที่ 13 มีนาคม กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ออกมาโต้ข่าวนี้อีกครั้ง โดยระบุว่าตั้งแต่ไทยเริ่มใช้ E-passport เมื่อปี พ.ศ. 2548 ก็ไม่พบการปลอมแปลงหนังสือเดินทางไทยอีกเลย เพราะกระบวนการทำหนังสือเดินทางไทยนั้นที่มีมาตรฐานตามที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กำหนดไว้ และมีคุณสมบัติป้องกันการปลอมแปลงสูงมากจนไม่สามารถปลอมแปลงได้ รวมทั้งมีการบรรจุข้อมูลชีวภาพของเจ้าของหนังสือเดินทางไว้ในเล่มหนังสือเดินทาง เพื่อป้องกันการปลอมแปลง เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ 10 นิ้วด้วย...

เชื่อว่าหลังจากการตอบโต้อย่างขันแข็งของไทย อย่างที่ว่ามานี้ กระแสข่าวเรื่องที่ว่าไทยเราเป็นแหล่งผลิตพาสปอร์ตปลอมก็คงจะซาไป...  หรือหากจะเจาะข่าวกันต่อไปก็คงจะได้ “ข้อเท็จจริง” มานำเสนอว่า การทำพาสปอร์ตปลอมไม่ได้มี “หับ” อยู่ในไทย แต่ทำได้ในแทบทุกประเทศที่เป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค หรือมีนักท่องเที่ยวเข้าออกมาก 

ข่าวบอกว่าที่ผ่านมา ประเทศที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็น “หับ” ของการปลอมพาสปอร์ตมีหลายประเทศ เช่น สเปน, อิตาลี ฯลฯ และจีน ซึ่งทราบกันดีว่าเป็น “เจ้า” แห่งการกอปปี้และปลอมแปลงทุกชนิด

ว่ากันว่าในประเทศจีนนั้น นักท่องเที่ยว ผู้อพยพ หรือแม้แต่ผู้ก่อการร้าย ที่หวังจะเข้าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรปอย่างผิดกฎหมาย สามารถมองหาร้านทำพาสปอร์ตและวีซ่าปลอมได้ง่ายๆ ทั้งตามท้องถนนทั่วไปและในเว็บไซต์ กรรมวิธีการทำพาสปอร์ตปลอมก็ง่ายดายและใช้เวลาไม่เกินสองวัน อีกทั้งสามารถเลือกได้ทั้งแบบพาสปอร์ตโคลนนิ่ง หรือการปลอมพาสปอร์ตทั้งเล่ม กับแบบพาสปอร์ตจริงที่ถูกขโมยมาปรับแต่ง เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนรูปภาพ ซึ่งแบบหลังจะราคาแพงกว่า ขึ้นอยู่กับประเทศเจ้าของพาสปอร์ต โดยพาสปอร์ตที่ราคาแพงที่สุดคือพาสปอร์ตอเมริกันที่มีวีซ่ายุโรป 

พาสปอร์ตที่ปลอมจากของจริง แม้จะมีราคาแพง แต่ก็ปลอดภัยกว่า เพราะจะว่าไปนี่คือพาสปอร์ตจริง เพียงแต่ปลอมแปลงข้อมูล ซึ่งจะดูออกยากมากหากไม่มีการเช็คกับระบบของตำรวจสากลว่านี่คือพาสปอร์ตที่ถูกขโมยหรือไม่

ส่วนพาสปอร์ตแบบโคลนในจีน ก็มีการจัดทำกับแบบเป็นล่ำเป็นสันเพื่อให้กอปปี้ได้เหมือนจริงที่สุด ตำรวจจีนเคยทลายแก๊งพาสปอร์ตปลอมในนครกวางโจวของจีน แล้วพบว่าระบบการทำพาสปอร์ตปลอมล้ำสมัยมาก มีการใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบและตัดต่อภาพ รวมถึงใช้พรินเตอร์ราคากว่าครึ่งล้านบาท สั่งซื้อจากต่างประเทศ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดสมจริงที่สุด แม้ว่าจะไม่มีบริษัทรับทำพาสปอร์ตรายใดให้คำมั่นสัญญาได้ว่าลูกค้าจะไม่ถูกจับได้ก็ตาม

ขณะที่จีนเป็นฮับด้านการผลิตพาสปอร์ตปลอมรายใหญ่ของโลก แหล่งที่พบการใช้พาสปอร์ตปลอมมากที่สุด ก็คือยุโรป ซึ่งในแต่ละเดือน หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของยุโรปจะจับกุมผู้ใช้พาสปอร์ตปลอมได้มากเกือบ 200 คน แต่ความนิยมในการใช้พาสปอร์ตปลอมเพื่ออพยพเข้ามาทำงานตั้งรกรากในยุโรปโดยไม่ต้องขอวีซ่าก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอังกฤษ

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือแม้ว่าอังกฤษจะรู้ตัวว่าเป็นเหยื่อของการใช้พาสปอร์ตปลอมลักลอบเข้าเมือง การตรวจตราพาสปอร์ตก็ไม่เข้มงวดนัก นอกจากที่สนามบินฮีทโธรว์ ประตูใหญ่สู่อังกฤษ เมืองเล็กและช่องทางอื่นๆกลับไม่มีการตรวจสอบมากนัก โดยผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดลีเมลของอังกฤษเคยทดลองลักลอบเข้าเมืองทางเมืองเดนเวอร์ ปรากฏว่าสามารถผ่านด่านได้อย่างง่ายดาย 

กลับมาถึงบทบาทของผู้มีอำนาจหน้าที่ในประเทศไทยกันอีกสักนิด... เพราะหลังจากที่ออกมาตอบโต้และปฏิเสธข้อกล่าวหาของสื่อนานาชาติไปแล้วว่าไทยเราไม่ได้เป็น “หับ” หรือแหล่งผลิตพาสปอร์ตปลอมอย่างที่ป้ายมาให้แล้ว... หน้าที่ต่อไปก็คือการ “ยอมรับความจริง” ว่ายังมีขบวนการปลอมพาสปอร์ตในเมืองไทยอยู่ จะใหญ่โตหรือเล็กน้อยแค่ไหนก็ต้องรีบดำเนินการกวาดล้างเสียให้สิ้นซาก รวมถึงการป้องกันดูแลนักท่องเที่ยวที่เข้มงวด ไม่ให้มีถูกลักขโมยพาสปอร์ต หรือทรัพย์สินเงินทองอื่นใด และต้องดำเนินการเป็นนโยบายอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ทำแบบไฟไหม้ฟาง พอเรื่องเงียบก็ปล่อยปละละเลยต่อไป...

อย่างนี้ถึงจะเป็นรักษาชื่อเสียงของประเทศไทยในฐานะ “สวรรค์” ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเอาไว้ได้จริงๆ..

 




นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส
28-06-2017 รายงานหน้าหนึ่ง : จับตาฮ่องกงฉลอง 20 ปีเอกราช (0/1032) 
27-04-2017 สิ้น “ราเยส คานนา” และความดับสูญของ “หนังแขก” ในเมืองไทย (1/1914) 
24-02-2016 รอยเตอร์ระบุอิทธิพล “ทักษิณ” เหือดหาย เครือข่ายแตกกระเจิง (0/2110) 
13-03-2014 หน้าสาม : เมื่อไทยถูกกล่าวหา “แหล่งทำพาสปอร์ตปลอม” (0/10792) 
20-01-2014 สรุปผลการสัมมนา “ประกันสำหรับสปา” และ “โอบามาร์แคร์” (13/3404) 

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
375
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข