คนอยู่เมืองนอก
โดย...ปาริชาต โชติกเสถียร
ให้แน่นกว่าเดิม





โดย ปาริชาต โชติกเสถียร

น้าจ๊ะ...

ตอนที่น้าเขียนมาถามว่า หนูไม่คิดจะเขียนบทความถึงเรื่องคดียิงเด็กนักเรียนประถม 20 คนเสียชีวิตที่รัฐคอนเน็คติกัตบ้างหรือ หนูกำลังคิดอยู่เหมือนกัน คิดมาตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง 

...มันติดตรงที่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี 

ความรู้สึกของหนูเวลาเขียนบทความ คือเขียนถึงประเด็นอย่างมีความคิด มีคำตอบ หรืออย่างน้อยก็มีคำอธิบาย ที่สร้างความเข้าใจจากมุมมองของหนู ส่วนใครจะเห็นพ้องกับหนูหรือไม่ มันไม่สำคัญเท่ากับที่อ่านแล้วเอาไปคิด แตกประเด็นต่อยอดกันออกไปอีกที

...แต่สำหรับเหตุการณ์นี้ หนูยังหาคำอธิบายให้ตัวเองไม่ได้ ความคิดก็ยังสับสนมากจนนึกไม่ออกว่าจะเรียบเรียงออกมาให้น้าและคุณผู้อ่านทุกท่านเข้าใจได้อย่างไร 

ตั้งแต่เมื่อเย็นวันศุกร์ที่เห็นข่าวออกทีวี หนูก็วนเวียนๆ คิดถึงเด็กนักเรียนและห้องเรียนที่หนูเคยไปทำงานและฝึกสอนมาแต่ละห้อง นึกถึงห้องเก็บของที่ใช้ในการซ้อม “ล็อคดาวน์” ของโรงเรียนในแต่ละปี

ปกติโรงเรียนแถวบ้านหนูก็จะมีการซ้อมหนีไฟเป็นประจำ ซ้อมหลบพายุเฮอริเคน แล้วก็ซ้อม “ล็อคดาวน์” ในกรณีที่มีคนร้ายบุกเข้ามาในโรงเรียน แต่หนูเชื่อว่าจะซ้อมกันกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็คงไม่มีสภาพจิตใจของใคร “พร้อม” สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม ที่โรงเรียนประถมแซนดี้ฮุค ในเมืองนิวทาวน์ รัฐคอนเน็คติกัต 

หนูถามตัวเองมาตั้งแต่วันนั้น ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับนักเรียนของหนู หนูจะเป็น “ฮีโร่” ได้อย่างคุณครูและผู้ช่วยทุกคนที่เสียชีวิตในวันนั้นหรือไม่ 

...ในวินาทีที่ความตายมายืนถือปืนอยู่ตรงหน้า แค่สองแขนของหนูจะพอปกป้องชีวิตจิ๋วๆ กว่ายี่สิบชีวิตได้หรือน้า

เมื่อข่าวออกมาว่า มือปืนอายุ 20 ปีมีอาการของโรคแอสเปอร์เกอร์ ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของกลุ่มออทิสติก หนูก็ยิ่งนึกถึงนักเรียน “พิเศษ” หลายคนที่มีอาการของโรคนี้ และนึกถึงรายงานที่หนูทำส่งอาจารย์

คือลักษณะเด่นของคนป่วยแอสเปอร์เกอร์ หรือ “เอเอส” นี่ก็มีหลายอาการด้วยกันและ “ดีกรี” ก็ต่างๆ กันไป ที่เด่นๆ ก็คือภาวะบกพร่องทางสังคม เลยทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อน แต่ส่วนมากแล้วจะเรียนหนังสือเก่ง มีไอคิวสูง ถ้าชอบอะไรแล้วก็รู้ลึกซึ้งถึงขั้นเป็นแฟนพันธุ์แท้

หนูไม่เคยไปสังเกตอาการในผู้ใหญ่ แต่รู้ว่าเด็กๆ ที่เป็นโรคนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดในเด็กผู้ชาย ชีวิตประจำวันของเขาต้องไปตามตาราง คือถ้ามีอะไรผิดแผกจากที่เคยเป็นโดยไม่รู้ล่วงหน้า ก็อาจจะเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง โมโหจัด ร้องไห้ฟูมฟาย ทำร้ายตัวเอง ฯลฯ ที่เขาเรียกกันว่า “เมลท์ดาวน์” 

อาการทางอารมณ์ที่ถึงขีดสุดนี้อาจจะเกิดขึ้นแล้วหายไปเองในไม่กี่นาที หรืออาจจะนานข้ามวันเลยก็ได้

ซึ่งอาการพวกนี้ ดร.ซานเจ กุปตา หัวหน้าทีมแพทย์ที่ปรึกษาของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น แกบอกว่ามันไม่น่าจะเป็นคำตอบ เพราะตามสถิติไม่ปรากฏว่าผู้ป่วยแอสเปอร์เกอร์และออทิสติกเคยมีส่วนกับการฆาตกรรมหมู่แบบนี้

เพราะตำรวจเชื่อว่า อาดัม แลนซา วางแผนล่วงหน้า ทำลายคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ฆ่าแม่และบุกไปที่โรงเรียน  

...ถ้าน้าถามหนู 

ความแตกร้าวของพ่อแม่ ความโดดเดี่ยวที่มีโลกภายนอกใบเดียวคือจอคอมพิวเตอร์ และความกดดันด้านอื่นๆ ที่แม้แต่คนธรรมดาอย่างเราจะพยุงตัวเองให้ผ่านพ้นไปได้ก็ยังยากแล้ว สำหรับอาดัมปัญหาพวกนี้ก่อตัวกลายเป็นกำแพงหนาขาดมหึมา โดยมี “เอเอส” เป็น “ตัวชง” ที่ทำให้เขาหาเหตุผลไม่ได้

และ...เพราะปืนสามกระบอกที่แม่สะสมไว้ในบ้าน 

ซึ่งหนูว่าประเด็นนี้ ถ้า แนนซี่ แลนซา แม่ของอาดัมยังมีชีวิตอยู่ คงจะอธิบายกับพ่อแม่ของเด็กๆ ที่โรงเรียนแซนดี้ฮุคได้ยากกว่าปัญหาทางจิตของอาดัมซะอีก

ในฐานะของคนเป็นแม่ หนูอยากรู้ว่าทำไม

…ก็ในเมื่อรู้ว่าอาดัมมีความบกพร่องทางสภาพจิตจนแทบจะปล่อยไว้คนเดียวไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะอายุ 20 ปีแล้วก็ตาม ทำไมยังจะพาลูกไปสนามซ้อมยิงปืน โดยเฉพาะทำไมถึงเก็บทั้งปืนสั้น ปืนออโตแมติคไว้ในบ้านหลายกระบอกแบบนี้

ทำไม...

ลำพังภัยธรรมชาติที่ถาโถมใส่เราในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราก็แทบจะรับมือกันไม่ไหวอยู่แล้ว ยังจะมาเจอเหตุโศกนาฏกรรมแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า 

แม้แต่ในโรงเรียนที่เราเคยเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ที่จะเอื้อให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง ก็ยังกลายเป็น “สุสาน” ไปได้    

ถ้านับไม่ผิด ครึ่งปีหลังของปี 2012 ปีเดียว ในอเมริกามีการยิงกราดทั้งในโรงเรียน โรงหนัง ห้างสรรพสินค้าสามครั้งแล้ว มันน่าเศร้าตรงที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกี่ครั้งกี่หนก็ตาม สมาพันธ์อาวุธปืนไรเฟิลของอเมริกาก็ยังเถียงอย่างหน้าดำคร่ำเครียดว่า ปืนไม่มีส่วนๆ 

ถ้าลองไปถามเด็กๆ ที่รอดชีวิตจากโรงเรียนแซนดี้ฮุคว่า ปัญหาระดับชาติปัญหานี้แก้ได้อย่างไร หนูพนันกับน้าเอาแค่ห้าบาทว่าเด็กๆ จะต้องตอบว่าก็เก็บปืนให้หมด 

สั้นๆ ง่ายๆ แค่เนี้ยเด็กปอหนึ่งยังเข้าใจ แต่สมาพันธ์ไรเฟิลฯ ของอเมริกาทั้งสมาพันธ์มองหน้ากัน แล้วพากันงง!

ที่เขาลือๆ กันว่า วันที่ 21 ธันวาคมนี้จะเป็นวันสิ้นสุดของ “มนุษย์” ในแบบที่เรารู้จัก และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคพระศรีอาริย์ หนูก็ว่าคงเพราะพระศรีอาริย์ท่านเห็นว่าความเป็นมนุษย์ได้ตกต่ำอย่างถึงที่สุดแล้ว

เราควรจะถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา เราจะทำอะไรดีๆ ให้กับคนที่เรารัก 

วันนี้วันที่ 20 ธันวาคม ถ้าหนูจะมีชีวิตอยู่อีกเพียงวันเดียว หนูก็จะไปนั่งเบียดลูกให้นานๆ กินข้าวด้วยกัน คุยกันทุกเรื่อง กอดให้แน่น...ให้แน่นกว่าเดิม

ถ้าเมื่อคืนวันที่ 13 ธันวาคม พ่อแม่ของเด็กๆ ยี่สิบคนที่เสียชีวิตไป รู้ล่วงหน้าว่าคืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่จะได้กินข้าวพร้อมกัน พาลูกเข้านอน ได้สวดมนต์ด้วยกัน กอดกันเป็นคืนสุดท้าย น้าว่าเขาจะใช้เวลาสั้นๆ นั้นกับลูกของเขาอย่างไร

นะน้านะ...

หนูเองจ้ะ .

 




นำเสนอข่าวโดย : Adminsiamtown US,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
375
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข