นานาความคิด
พรชัย ภู่โสภา
ยี่สิบหกมิถุนานั้น “วันสุนทรภู่”


 

                         บรรดาพวกผู้ใหญ่วัยเหลือน้อย มักจะท่องจำหรือถูกบังคับให้ท่องเป็นการบ้าน “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน” อันเป็นส่วนหนึ่งจากสุภาษิตสอนหญิง ประพันธ์โดย “สุนทรภู่ หรือ พระสุนทรโวหาร”

                          ครูผู้สอนในสมัยนั้น นอกจากจะให้นักเรียนท่องจำให้ได้แล้ว ยังเป็นการเตือนสติให้นักเรียนรู้จักประหยัดอดออมในการใช้เงินอีกด้วย

                          แต่ทว่า ก็มีนักเรียนรุ่นพี่ เมื่อได้ยินรุ่นน้องท่องกลอนประหยัด “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท” แล้ว ก็แต่งเปลี่ยนแต่งแก้เสียใหม่ว่า “อย่าให้ขาด จ่ายให้เหี้ยนเตียนกระเป๋า มีมากใช้มาก ยากจะเดา เงินเราเก็บไว้ชื้นจะขึ้นรา” (ประมาณนี้ อาจจะจำเพี้ยนไปบ้าง)

                          บุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก

                          สุนทรภู่ หรือพระสุนทรโวหาร นักกวีชื่อดังก้องโลก ที่ได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี พ.ศ.2529 ในโอกาสครบรอบ 200 ปีชาตกาล ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านงานวรรณกรรมซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ท่านผู้อ่านหลายคน อาจจะไม่รู้ หรือรู้ แต่หลงลืมไปว่า “สุนทรภู่” เป็นใคร มาจากไหน และไปเกี่ยวอะไรกับ “วันที่ 26 มิถุนายน”

                          พระสุนทรโวหาร หรือสุนทรภู่ มีนามเดิมว่า “ภู่” เกิดวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2329 ตรงกับวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลาเช้า 2 โมง บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (หรือสถานีรถไฟบางกอกน้อย ในปัจจุบัน) บิดา เป็นชาวบ้านกร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง ชื่อ พลับ ส่วนมารดา เป็นชาวเมือง ฉะเชิงเทรา ชื่อ ช้อย

                          หลังจากเกิดได้ไม่นาน บิดามารดาได้แยกทางกัน สุนทรภู่จึงอาศัยอยู่กับมารดาที่ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ในพระราชวังหลัง สุนทรภู่จึงได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลังเช่นกัน

                          ด้านชีวิตในวัยเยาว์ ได้เรียนหนังสือกับพระในสำนักวัดชีปะขาว (ปัจจุบันคือ วัดศรีสุดาราม ริมคลองบางกอกน้อย) เมื่อเติบใหญ่เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังข้างสวน แต่เนื่องจากเป็นคนชอบแต่งบทกลอน จึงสามารถแต่งโคลง กลอนในเรื่องรามเกียรติ์ได้เป็นที่พอพระทัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงเรียกให้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และด้วยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน บวกกับฝีมือที่ล้ำเลิศ จึงได้เลื่อนตำแหน่งมาเรื่อยๆ จนเป็น “ขุนสุนทรโวหาร” และ “หลวงสุนทรโวหาร”

                           สุนทรภู่เป็นกวีที่วิเศษสุดคนหนึ่ง

                          ถึงสุนทรภู่จะมีตำแหน่งเป็นหลวงสุนทรโวหาร สุนทรภู่ก็ยังคงทำหน้าที่คอยถวายความเห็นเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์และพระนิพนธ์วรรณคดีเรื่องต่างๆ รวมถึงได้ร่วมในกิจการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นหนึ่งในคณะร่วมแต่งเรื่องขุนช้างขุนแผนขึ้นใหม่

                          อนึ่ง ในปีพุทธศักราช 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรคต สุนทรภู่ตัดสินใจออกบวชที่วัดเทพธิดาราม เป็นเวลา 18 ปี ระหว่างนั้น ได้ย้ายไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ อาทิ วัดเลียบ วัดแจ้ง วัดโพธิ์ และวัดมหาธาตุ จนในปี พ.ศ.2385 สุนทรภู่อายุได้ 56 ปี จึงตัดสินใจลาสิกขา และได้รับการอุปถัมภ์จากสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณทางด้านงานวรรณคดีอีกครั้ง

                          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์สรุป ถึงเกียรติคุณของสุนทรภู่ ว่า “บรรดาผู้ที่ชอบอ่านบทกลอนไทยดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกันว่า สุนทรภู่เป็นกวีที่วิเศษสุดคนหนึ่ง ถ้าและจะลองให้เลือกกวีไทยบรรดาที่มีชื่อเสียง ปรากฏมาในพงศาวดารคัดเอาแต่ที่วิเศษสุดเพียง 5 คน ใครๆ เลือกก็เห็นจะเอาชื่อสุนทรภู่ไว้ในกวี 5 คนนั้นด้วย”

                          โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย

                          ผลงานของสุนทรภู่มีจำนวนมาก โดยเฉพาะ “นิราศ” เพียงอย่างเดียวมีถึง 8 เรื่อง และนิราศเรื่องที่สุนทรภู่เดินทางผ่านและแต่งไว้เมื่อปลายปีพุทธศักราช 2350 (ซึ่งผู้เขียนไปรับราชการ ณ ที่แห่งนั้น เมื่อปีพุทธศักราช 2500 ก็แค่ระยะเวลาห่างกัน 150 ปี) นั่นคือ นิราศพระบาท

                          เมื่อสุนทรภู่เดินทางผ่านสถานที่ต่างๆ ไปจนถึงพระนครศรีอยุธยาซึ่งล่มสลาย เพราะถูกพม่าข้าศึกเผาทำลาย ขนทรัพย์สินมีค่าจองไทยไปยังเมืองพม่า ไทยสูญเสียเอกราช เมื่อปีพุทธศักราช 2310 ดังบันทึกไว้ตอนหนึ่ง ว่า

                          ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรก                                   เห็นนกหกซ้อแซ้บนพฤกษา

          ดูปราสาทราชวังเป็นรังกา                                                  ดังป่าช้าพงชัฏสงัดคนฯ

          อนิจจาธานินสิ้นกษัตริย์                                                     เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ์

          แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชน                                           จะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง

          มโหรีปี่กลองจะก้องกึก                                                      จะโครมครึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
          ดูพาราน่าคิดอนิจจัง                                                          ยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา

          ทั้งสองฝั่งแฝกแขมแอร่มรก                                                ชะตาตกสูญสิ้นพระชันษา

          แต่ปู่ย่ายายเราท่านเล่ามา                                                   เมื่อแรกศรีอยุธยายังเจริญ
          กษัตริย์สืบสุริย์วงศ์ดำรงโลก                                               ระงับโศกสุขสุดจะสรรเสริญ

เราเห็นยับยังแต่รอยก็พลอยเพลิน                                   เสียดายเกิดมาเมื่อเกินน่าน้อยใจ
กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึก                                                     ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้ 
ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงชัย                                              โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย

          คำพรรณาตอนนี้ แสดงให้เห็นจิตใจรักชาติของสุนทรภู่ เจ็บแค้นที่พม่าข้าศึกเข้ามารุกรานทำลายบ้านเมืองอยุธยาของไทย

          สุนทรภู่เดินทางผ่านสถานที่ต่างๆ เช่น ตลาดหัวรอ บ่อโพง บางระกำ อ.นครหลวง ท่าเรือ ต่อจากนั้นเดินทางด้วยช้าง ผ่านนาประโคน บ่อโสก หนองคนที จนถึงพระพุทธบาท (จังหวัดสระบุรี)     

          ผลงานของสุนทรภู่ของจริงอ้างอิงได้

          ผลงานสุนทรภู่ทุกเรื่องมีคุณค่า ทั้งด้านวรรณศิลป์ กลอนมีสัมผัสนอก สัมผัสใน ทำให้ค่าของเสียงมีความไพเราะเสนาะหู และถ้อยคำก็มีค่าของความหมายชัดเจน สุนทรภู่บันทึกหลักฐานต่างๆ ซึ่งอ้างอิงได้ เช่น ประวัติศาสตร์สังคม ความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคสมัย ทั้งการดำรงชีวิต การกินอยู่ การแต่งกาย พิธีกรรม ความเชื่อ ตลอดจนการอาชีพของคนไทย

          แม้กระทั่งการบันทึก การละเล่นพื้นบ้าน ดนตรี ลักษณะภูมิศาสตร์ของบ้านเมือง เส้นทางคมนาคมในท้องถิ่นต่างๆ ลักษณะของชุมชน ตลอดจนคติคำสอน ฯลฯ ทำให้อนุชนทุกยุคทุกสมัยที่ศึกษาผลงานของสุนทรภู่ ได้รับอรรถรสจากบทกวีนิพนธ์ และได้รับความรู้นานัปการที่สุนทรภู่บรรจุไว้ในผลงานของท่าน ตลอดจนเรียนรู้สภาพความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษไทย

          แล้วจะมีใครที่ไหนเล่า นอกจากสุนทรภู่เท่านั้น บันทึกเรื่องราวชีวิตของตนเองไว้ในผลงาน ดังในภูเขาทอง เมื่อสุนทรภู่ต้องราชภัย ต้องเดินทางเรือไปอยุธยา รำพันความทุกข์

                          “โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น                            ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร

          เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้                                           ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย

          ล้วนหนาวเหน็บเจ็บช้ำระกำใจ                                            เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา”

                                                                                                พรชัย ภู่โสภา

          (ข้อมูล : สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ชีวิตและผลงานของสุนทรภู่ ฉบับกรมศิลปากรชำระใหม่ 2434

: คณะกรรมการอำนวยการฉลอง 200 ปี สุนทรภู่กวีเอก-ประวัติและบรรณานุกรม 2529)

           










 




นำเสนอข่าวโดย : กนกอร เพ็ญรุ่งศศิธร,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
375
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข