คนอยู่เมืองนอก
โดย...ปาริชาต โชติกเสถียร
หัวกระไดไม่แห้ง

น้าจ๊ะ...

        หนูดูข่าวน้ำท่วมทุกวัน ติดตามตั้งแต่เมื่อเริ่มต้นที่นครสวรรค์ มาถึงอยุธยา จนเข้ามากรุงเทพฯ แล้ว จนเข้าท่วมบ้านแม่ที่แถวดอนเมืองก็แล้ว น้ำก็ยังไม่ลดซะที
        ขนาดเราอยู่ไกลถึงอเมริกา น้ำตามมาไม่ถึง...ก็ยังยิ่งดูยิ่งเครียด
        ในขั้นแรกก็ฝากเงินไปบริจาค แต่นานเข้าๆ มันรู้สึกว่าไม่พอ ยิ่งเห็นน้ำตาของผู้ประสบภัย ก็ยิ่งอยากจะไปช่วยเขา ถ้าได้ช่วยหุงข้าว ทอดหมูไปแจก หรือไปช่วยเขาปั้นไอ้ก้อนกลมๆ ที่จะเอาไปลดน้ำเสียมั่ง ก็อาจจะทำให้รู้สึกดีขึ้นกว่านี้
        ถ้าจะให้ดีเข้าไปอีก ก็คืออยากหอบเอาหนังสือไปอ่านฆ่าเวลากับเด็กๆ ตามศูนย์อพยพ ทำนองเดียวกับที่กรมสุขภาพจิตเขาส่งคณะตลกไปช่วยผ่อนคลายความเครียดให้กับผู้ใหญ่นั่นแหละน้า 
        หนูน้อยใจอุทกภัย น้อยใจในชะตากรรมของบ้านเมือง ที่ปีที่แล้วเจอเสื้อแดง มาปีนี้เจอน้ำท่วมซ้ำซัดเข้าไปอีก 
        โมโหความไม่เอาอ่าวของรัฐบาลไทย...ถึงขั้นนี้คงไม่ต้องบรรยาย
        แล้วก็นึกหงุดหงิดแม่ของตัวเองนิดหน่อย ที่หนูพยายามหว่านล้อมให้อพยพออกจากบ้านแถวดอนเมือง ตั้งแต่วันที่คุณชายสุขุมพันธุ์ ท่านผู้ว่าฯกทม.ประกาศเตือนให้อพยพแล้ว แต่แม่ไม่ยอมไป เพราะแม่เชื่อมั่นในรัฐบาลว่าเขาจะไม่ยอมปล่อยให้น้ำเข้าท่วมกรุงเทพฯ หนักกว่าที่เคยเป็นมาอย่างแน่นอน
        ...ตั้งแต่เด็กจนโตหนูไม่เค้ย...เห็นแม่เชื่อมั่นในรัฐบาลสักที ดั๊น...มาเชื่อเอาหนนี้
        เจอแบบจัดหนักเลยแม่เรา ติดเกาะอ่ะดิ...ออกจากบ้านไม่ได้มาสองอาทิตย์แล้ว! 
        แล้วก็ไม่ได้มีแค่แม่ของหนูคนเดียวหรอกที่ไม่ยอมอพยพน่ะ เพื่อนฝูงที่เมืองไทยก็ประสบปัญหานี้กันหลายคน 
        ส่วนหนึ่งก็ต้องเข้าใจว่าอุทกภัยครั้งนี้ “สาหัส” ที่สุดในรอบ 70 ปีตามที่ข่าวเขาว่ากัน คนรุ่นพ่อแม่เราส่วนใหญ่ก็เพิ่งจะอยู่ในวัย 70  จึงต้องเรียกตามสำนวนไทยๆ ว่าเป็นสิ่งที่ “ไม่เคยพบเคยเห็น” มาก่อน
        พักหลังๆ มานี่ ภัยทางธรรมชาติก็มักจะออกแนวนี้หมด อย่างเช่นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนปีนี้มี “ไฮดรา-ทอร์นาโด” เกิดที่เมืองสปริงฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งก็ไม่ใช่ “เขตเสี่ยง” อีกเหมือนกัน 
        ผ่านไป 5 วัน ก็มีพายุฝุ่นสูง 5,000 ฟุต (1,524 เมตร) ที่เรียกว่า “haboobs” เข้ากลืนเมืองฟินิกซ์ รัฐอริโซน่า เข้าสองลูกห่างกันไม่ถึงสองอาทิตย์ด้วยนะ   
        อย่างหนูอยู่อินเดียน่านี่ เหตุการณ์ประจำปีก็คือ หน้าฤดูใบไม้ผลิถึงหน้าร้อนมีความเสี่ยงพายุทอร์นาโด มีภาวะน้ำหลากที่มากับฝน มีลมกรรโชกแรงเป็นหางเลขมาจากพายุเฮอร์ริเคนที่ชายฝั่ง พอเข้าหน้าหนาวก็จะมีพายุหิมะ และหรือพายุน้ำแข็ง     
        เลยทำให้พอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง ว่ามนุษย์เรา “สร้าง” และ “ทำลาย” อะไรได้หลายอย่าง แต่เรา “หยุด” ธรรมชาติไม่ได้เลย สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ก็คือการเตรียมตัวให้พร้อมไว้รับมือ และเรียนรู้จากสิ่งที่ธรรมชาติสอนเราเท่านั้น
        หลังจากที่หนูถูกธรรมชาติ “เอาคืน” ทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายๆ ครั้ง หนูก็เริ่มปลงตกและยอมรับว่า “ปัญหา” ในชีวิตของมนุษย์อย่างหนูจะไม่ได้มีแค่ความรัก เงินทอง สุขภาพและการเมืองอีกต่อไป 
        จากนี้ หนูควรจะเอาปัจจัยทางธรรมชาติมาเพิ่มในการตัดสินใจต่างๆ ด้วย  
        ...เหมือนอย่างเรารู้ว่าเราอยู่เมืองหนาวจัดๆ ก็ต้องมีเครื่องปั่นไฟฉุกเฉิน มีเตาแก๊สปิกนิก ถ้าเราอยู่ในเมืองที่น้ำท่วมบ่อยก็ไม่ควรซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าราคาหลายแสน รถยนต์หลายล้าน หลายๆ คัน มาสร้าง “ห่วง” เมื่อถึงคราวที่ต้องอพยพ
        เป็นการไม่ตั้งอยู่บนความประมาทตามหลักศาสนาพุทธ โดยเฉพาะจากภัยชนิดที่เรารู้ล่วงหน้า เช่น น้ำท่วม
ชนิดที่เราไม่รู้ล่วงหน้า อาทิ แผ่นดินไหว เราก็ต้องรู้ที่จะตั้งสติ รู้จักวิธีการหลบในที่ปลอดภัย เป็นต้น
        และหนูว่าคนไทย (ที่รักหรือไม่รักในหลวงก็ตาม) ควรจะต้องพักการ “ใส่อารมณ์” ไว้ชั่วคราว แล้วลองคิดตามพระราชดำริเรื่องความเป็นอยู่ “พอเพียง” ให้จงหนัก โดยใช้เหตุการณ์น้ำท่วมคราวนี้เป็น “แบบฝึกหัด” 
        แล้วรัฐบาลก็ควรจะคิดเผื่อไว้บ้างอะไรบ้าง อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “worst case scenario” 
        ว่าต่อไปนี้ถ้าหน้าร้อนเกิดภัยแล้ง เกิดไฟป่า หน้าฝนน้ำท่วมอย่างนี้อีก หน้าหนาวเกิดหนาวจั๊ดนัก จะมีมาตรการอะไร ใคร (ที่มีความรู้จริงๆ) จะจัดการด้านไหน มีเครื่องมืออะไรมาเตรียมไว้มั่ง 
        ...ไอ้พวก “looters” ที่แจวเรือเข้าไปขโมยของนี่ก็อีกพวกหนึ่ง ที่หนูอยากเห็นหน้า (มัน) จะๆ ว่าหน้าตามันยังเหมือนมนุษย์อยู่ หรือว่าเปลี่ยนไปตามสภาพจิตใจเสียแล้ว
        ...ทีเงี้ย พี่จระเข้ไม่ยักกะมาคาบมันไป 
        หนูได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการสั่งไอ้ลูกชายทั้งสองคนว่า ในอนาคตควรจะพิจารณาภาวการณ์รอบตัวให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจมีลูก เพราะมันจะเป็นการลากเอาอีกชีวิตหนึ่งมาลำบากกับเรา
        วันที่ต้องพาเด็กนักเรียนยี่สิบกว่าคนเข้าไปหลบทอร์นาโดในห้องน้ำเมื่อปีที่แล้ว สติหนูแตกกระเจิงเหมือนคนบ้า คือเป็นห่วงนักเรียนก็เป็นห่วง หน้าที่ก็ยังต้องปฏิบัติ แต่ก็ยังเป็นห่วงลูกซึ่งกระจายกันอยู่คนละโรงเรียนเข้าไปอีก 
        นึกถึงแม่ชาวออสเตรเลีย ที่พยายามช่วยชีวิตลูกคนเล็กในเหตุการณ์สึนามิที่ภูเก็ต ขณะที่ต้องปล่อยให้ลูกคนโตหลุดมือไป คงไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่านั้นได้สำหรับคนเป็นพ่อแม่ 
        พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ท่านเทศน์ผ่านรายการที่นี่หมอชิต ว่าศาสนาพุทธไม่ได้กำเนิดขึ้นมาในระหว่างที่มนุษย์โลกอยู่อย่างสุขสบาย แต่เกิดขึ้นมาในยุคที่เรียกว่า “กลียุค” เช่นเดียวกับสถานการณ์ในบ้านเราตอนนี้
การชี้หน้าด่ากันหรือโมโหธรรมชาตินั้นก็ไม่ได้ช่วยให้น้ำลดลง แล้วพอปีหน้าน้ำมา ปัญหาก็จะไม่ได้รับการแก้ไข ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิมอีก 
        และถ้าเป็นอย่างนั้นก็อย่าไปโทษน้ำ เพราะที่จริงแล้วน้ำเป็นผู้มาปลุกให้พวกเรา “ตื่น” แต่เราจะต้องโทษตัวเองที่ไม่ยอม “เรียนรู้” จากน้ำต่างหาก
        ท่านเปรียบเทียบเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น กับเหตุการณ์น้ำท่วมในบ้านเราขณะนี้ว่า คนญี่ปุ่นไม่รู้ล่วงหน้าว่าสึนามิจะมาเมื่อไหร่ แต่เนื่องจากเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อย จึงมีการเตรียมตัวอยู่เสมอ และเมื่อตกอยู่ในภาวะลำบากก็ยังมีระเบียบวินัย ยอมเข้าคิวรับของ เข้าคิวซื้อสินค้า ขณะที่ผู้ประสบภัยหลายๆ คนในบ้านเรานั้น เบียดเสียดแย่งชิงของรับบริจาคจนบางครั้งใช้เวลาเกินกว่าครึ่งวัน ก็ยังไม่สามารถขนของที่ท่านตั้งใจนำไปบริจาคนั้นลงจากรถบรรทุกได้
        ท่าน ว.วชิรเมธี แนะนำต่อไปว่า เราควรดูตัวอย่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล แต่เขามีแผนการจัดการน้ำ 100 ปี ซึ่งท่านได้ไปดูมาด้วยตนเองถึงสองครั้ง แผนการนี้ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็จะต้องสานต่อกันไปเรื่อยๆ รัฐบาลชุดไหนสานไว้ตรงไหน ก็จารึกไว้ให้เป็นหลักฐานเห็นกันได้ทั่วไป 
         ท่านได้ตั้งทีมวิจัยขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อช่วยวิเคราะห์หาทางแก้น้ำท่วมแบบยั่งยืน เมื่อคุณดู๋-สัญญา คุณากร ท้วงท่านว่า งานวิจัยแบบนี้ฟังดูน่าจะเป็นงานของรัฐบาลมากกว่า พระอาจารย์ท่านก็ชี้ว่า รัฐบาลไทยไม่ค่อยจะยั่งยืน แต่ปัญหาน้ำท่วมนี้ยั่งยืนแน่ ท่านจึงไม่เห็นด้วยที่ประชาชนจะมานั่งรอแต่รัฐบาลถ่ายเดียว ควรจะหัดช่วยตัวเองเสียก่อน 
        ...อัตตา หิ อัตตโน นาโถ น่ะนะน้า
        อาจจะฟังดูใจร้ายกับผู้ประสบภัยขณะนี้ แต่พอน้ำแห้งแล้วเรามาลองๆ คิดตามที่ ท่านว.วชิรเมธี ท่านว่า ก็น่าจะถูกของท่าน
        ระหว่างนี้ ที่เราติดเกาะทางร่างกายและจิตใจ ลองนั่งคิดไปเล่นๆ ว่าหลังน้ำลดแล้วเราจะทำอะไรกันมั่ง เพื่อฟื้นฟูบ้านเรา จัดระบบภายในครอบครัว ถนนหน้าบ้าน ภายในหมู่บ้าน และภายในประเทศซะใหม่ 
        ...ฟื้นฟูกันแบบยั่งยืนด้วยนะน้า ถ้าจะคิดแบบเอาตัวรอดไปเป็นปีๆ ล่ะก็ นอนนับถุงกระสอบทรายดีก่า เนอะน้าเนอะ


แฟชั่นชุดการเดินทางผจญภัยของน้องชายของหนูเอง (คนใส่เสื้อชูชีพ) และคนรถที่บ้าน (ซึ่งต้องเปลี่ยนมาเป็นคนเรือ) เมื่อต้องเดินทางจากซอยอารีย์ ถ.พหลโยธิน มาหาแม่ที่บ้านที่วิภาวดี ใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการนั่งรถเมล์ เปลี่ยนไปนั่งรถทหาร โบกรถชาวบ้าน นั่งเรือแจวและสุดท้ายเดินลุยน้ำจนถึงบ้าน ที่เห็นขาวๆ ด้านหลังนั้นเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกระสอบทราย


นี่ไม่ใช่สุขากาชาดแต่อย่างใด แต่เป็นวิธีการป้องกันน้ำทะลักเข้าท่วมบ้านผ่านท่อต่างๆ รวมทั้งท่อในห้องน้ำที่บ้านแม่ และน่าจะรวมไปถึงห้องน้ำของชาวกรุงเทพฯ ทั้ง 18 เขตในขณะนี้

 




นำเสนอข่าวโดย : กนกอร เพ็ญรุ่งศศิธร,
แหล่งที่มาข่าวโดย : สยามทาวน์ยูเอส

แสดงความคิดเห็น

Name :
 
Detail :
 



ฉบับที่
375
siamtownus newspaper







Hots Clip VDO ดูทั้งหมด

ขออภัยสัญญาณ VDO มีปัญหากำลังดำเนินการแก้ไข